Make your own free website on Tripod.com

เลี้ยงลูกอย่างไรให้(ได้)ดี

โดย นพ.สมพนธ์ บุณยคุปต์

วิชัยยุทธจุลสารเล่มนี้เป็นเล่มสำหรับ เด็ก เด็กเป็นวัยที่มีความ สำคัญต่อสังคมและ ประเทศชาติมากที่สุด แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ในช่วง 10 ปี 20 ปี หลังนี้ เราละเลย หรือ เลี้ยงดูเด็กผิดแนวทาง โดย ถูกกระแสสังคมใหม่ ชี้นำไปจนทำให้เด็กในยุคนี้แทน ที่จะเป็นกำลังแก่สังคม กลับเป็นภาระของสังคม เพราะ พูดได้ว่าเด็ก จำนวนมากหลงทาง หลงผิด เด็กติดสิ่ง เสพติดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสุรา ยาม้า ยาบ้า ยาอีไปจน ถึงโคเคน และ เฮโรอีน มีนิสัยเป็นอันธพาล ใจคอโหด ร้ายอย่างข่าวที่นักเรียนชายบังคับนักเรียนหญิงไปข่ม ขืน เป็นเด็กไม่มีระเบียบวินัย เป็นเด็กไม่มีปัญญามีแต่ ปัญหา เป็นเด็กที่หลงระเริง หลงทาง ซึ่งปัญหาเหล่า นี้แพร่หลายทั่วประเทศ ทั้งในกรุงและต่างจังหวัด คนไข้ ของผู้เขียนคนหนึ่ง เป็นครูที่โรงเรียนในจังหวัดไม่ห่าง กรุงเทพฯมากนัก ได้ตรวจปัสสาวะของนักเรียนชาย และหญิง พบยาเสพติดถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อผู้เขียนบวชที่ วัดป่า จังหวัดหนองคาย พบเณรอายุ 11-12 ปี เมื่อถาม ว่าบวชเพราะอยากบวชหรือ เณรบอกเปล่าแต่แม่ให้ บวช เพราะกลัว ติดยา เพื่อนๆที่โรงเรียนติดยาเกือบ หมดแล้ว!

หัวข้อเรื่องที่เขียนมี 2 นัย คือ “เลี้ยงลูกอย่าง ไรให้ได้ดี” หรือ “เลี้ยงลูกอย่างไรให้ดี” ซึ่งฟังเผินๆคล้าย กันแต่ความหมายต่างกันมาก คนส่วนมากคงจะชอบ อย่างแรก คือ เลี้ยงลูกให้ได้ดี ซึ่งการที่คนจะได้ดีนั้น สุด แต่ว่าใครตั้งเป้าไว้ว่าต้องการอะไร มักจะ เป็นเรื่องของ ทรัพย์ ตำแหน่ง อำนาจ วาสนา แต่ต้องไม่ลืมว่าคนที่ได้ ดีอาจเป็นคนเลว มากก็ได้ เห็นตัวอย่างอยู่เต็มเมือง ใน สังคมปัจจุบันคนที่ได้ดีแต่ไม่ใช่คนดีมีให้เห็นมากมาย จึงอยากจะเขียนเรื่อง เลี้ยงลูกให้ดี คือ ให้เป็นคนดี ซึ่งถ้า เป็นคนดีอยู่ในสังคมที่ดีแล้ว ย่อมจะได้ดีเอง

คนยุคใหม่มักตำหนิการเลี้ยงลูกของคนรุ่นเก่า ว่าคร่ำครึ ไม่ถูกยุคถูกสมัย จะไปแข่งไปสู้ กับชาวโลก เขาไม่ได้ ซึ่งความจริงคนรุ่นเก่าเขาไม่เคยมีใครมาอบ รมสั่งสอนว่าให้เลี้ยงลูก อย่างไร ไม่มีหนังสือเขียนวิธี การเลี้ยงลูก แต่เขาเลี้ยงดูตามที่เห็นพ่อแม่เลี้ยงดูมา แต่เขาก็ ไม่เคยนำประเทศไปเสียท่าแก่ประเทศอื่น พ่อแม่สมัยใหม่ในปัจจุบันนี้ เลี้ยงลูกโดยการอ่าน ตำรา ซึ่งส่วนใหญ่เขียนโดยคนต่างประเทศที่เขาสอนเพื่อให้ เด็กอยู่ในสังคมและวัฒนธรรม ของเขา ซึ่งต่างจาก สังคมและวัฒนธรรมเรา สิ่งที่ดีเหมาะสมในสังคมฝรั่ง อาจไม่เหมาะสม กับสังคมไทย ดูง่ายๆเรื่องการแสดง ออกของความพอใจ เด็กยุคใหม่ต้องส่งเสียงร้อง “กรี๊ด” ให้ดังหนวกหูที่สุด นานที่สุด จนฟังไม่ออกว่าผู้ แสดงเขาร้องหรือพูดว่าอะไร ถ้าเป็นสมัย โบราณคงถูก พ่อแม่ตีตาย เพราะอย่างมากที่คนสมัยก่อนจะแสดง ออกก็คือปรบมือเท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นการแสดง ออกของเด็กสาว การร้องกรี๊ดทุกกาละเทศะเป็นวัฒนธรรม ใหม่ที่สมควรแก่สังคมไทยหรือ? การแสดงออก หลายอย่างเป็นลักษณะของวัฒนธรรม ของอาฟริกัน อเมริกัน เช่น การแต่งกาย แต่งผม แต่งหน้า หรือผู้ชาย ใส่ตุ้มหู ซึ่งไม่ใช่สิ่ง ที่ควรเลียนแบบเลย เสียเงินเสียทอง โดยใช่เหตุ

เรื่องเหล่านี้ยังไม่สำคัญเท่ากับผลที่เกิดต่อ เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งคงจะปฏิเสธ ไม่ได้ว่าเกิดจาก ผลการปฏิบัติงานของคนยุคใหม่ในระดับต่างๆความ ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม การมองแต่ผลประโยชน์ที่จะได้โดยไม่ นึกถึงทางเสี่ยงหรือผลเสีย การวิ่งตามยุคของ เศรษฐกิจ แบบใหม่ของอเมริกันโดยไม่ดูตัวเอง จนเกิดภาวะฟอง สบู่แตก เข้าสู่ยุคไอเอ็มเอฟ (ดังที่เขียนความเห็นไว้ใน วิชัยยุทธจุลสาร เล่มที่ 8 แล้ว) แต่ไม่ใช่ว่ากิจการทั้งหมด จะอยู่ในสภาพเลวร้าย จะเห็นได้ในทุกวันนี้ว่ากิจการ ใดๆที่ดำเนินงานในลักษณะไม่เสี่ยง ไม่งกเอาแต่ได้ ก็จะสามารถประคองตัวรอดได้

ผู้เขียนเป็นอายุรแพทย์ไม่ใช่กุมารแพทย์   ไม่เคยศึกษาเรื่องวิธีเลี้ยงเด็ก แต่มี ประสบการณ์จากคุณ พ่อคุณแม่เลี้ยงมา และตัวเองเคยเลี้ยงลูกมา 2 คน คิด โดยไม่ ลำเอียงว่า ตัวเองคงจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ลูกที่ดี” หรือ “ลูกที่ได้ดี” ทั้ง 2 กรณี และลูก 2 คนของผู้เขียนก็คง จัดได้เช่นเดียวกัน อย่างน้อยน่าจะแสดงว่าวิธีที่คุณพ่อ เลี้ยงผมมา และที่ผมและภรรยาเลี้ยงลูก คงจะใช้ได้ เพราะทำให้เราเป็นคนดีและได้ดี

ผู้เขียนเคยใช้เวลาพิจารณาว่าที่ตัวเองเป็น อย่างทุกวันนี้เป็นเพราะอะไร เป็นจากการ อบรมของพ่อ แม่อย่างเดียวหรือ? ตอบว่าไม่ใช เพราะพ่อแม่สมัยก่อน ไม่มีเวลามากนัก ที่จะมาดูแลลูกหลายคน (พี่น้องผู้เขียน 4 คน) แต่ส่วนหนึ่งเป็นจากการเห็นและการทำ ตามพ่อ แม่หรือว่าได้การอบรมจากโรงเรียน? ก็ไม่ใช่อีก ได้จาก เพื่อนหรือ? ก็ไม่ใช่ จากการ อ่านหนังสือเองหรือ? ไม่ใช ถ้า อย่างนั้นจากอะไร? คงตอบว่าจากทุกอย่างรวมกัน แต่ แม้รวมกันแล้วก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด ยังมีส่วนสำคัญอีก ส่วนหนึ่ง คือ ส่วนที่อยู่ในตัวเอง ซึ่งคิดว่าอาจจะมากเกิน ครึ่งของทั้งหมด จะเรียกว่าอะไร อาจเรียกว่า “สันดาน” ของคนคนนั้น หมายถึงว่าคนที่จะดีต้องมีสันดานดีอยู่ ในตัว คนพาลสันดาลหยาบ ให้ไปอบรมอย่างไร ก็ยาก จะดีได้ มีตัวอย่างให้เห็นมากมายว่าคนบางคนอยู่ใน สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีเลยแต่เป็นคนดีได้ แต่คนที่อยู่ใน ที่แสนจะดีกลับเป็นคนชั่วเอาตัวไม่รอด คนเราอาจ เปลี่ยนได้บ้างถ้าได้รับการสั่งสอนถูกทางตั้งแต่เด็ก

เจ้า ตัว “สันดาน” นี้คืออะไร? อย่างที่เขียนใน เล่มที่แล้วว่า พระพุทธเจ้าอธิบายการ เกิดของมนุษย์ว่า เมื่อไข่ของมารดาผสมกับเชื้อของบิดาแล้วจะเกิด “กาย ทสกะ” ทำให้มีรูปร่างหน้าตาอย่างที่เป็นซึ่งจะมีส่วน คล้ายบิดามารดา มี “ภาวะทสกะ” ที่ทำให้กำหนดเพศ ว่าเป็นเพศอะไรและ “วัตถุทสกะ” เป็นโครงสร้างของ สมองที่ ทำให้ลูกมีสติปัญญาเทียบเคียงพ่อแม่ ในทาง วิทยาศาสตร์ เราก็อธิบายเรื่องของพันธุกรรม ไว้ตรงกัน แต่ก็ยังอธิบายว่าอะไรทำให้เราเป็นอย่างที่เราเป็นนี้ ไม่ได้อยู่ดี ยกตัวอย่างการ ที่ผู้เขียนมาเป็นแพทย์นี้ไม่ได้ เกิดจากความชอบความต้องการของตนเอง เพราะสิ่ง ที่ชอบที่สุดตั้งแต่เด็กคือการเป็นเกษตรกร แต่บังเอิญ ในยุคที่เรียนจบจะเข้ามหาวิทยาลัย ยังไม่มีมหาวิทยา ลัยเกษตรศาสตร์ มีแต่วิทยาลัยแม่โจ้ ผู้เขียนเลยไม่ได้ เป็นเกษตรกร ไม่ได้เกิดจากอิทธิพลความต้องการของ ครอบครัวซึ่งเป็นครอบครัวทหารน่าจะเป็นทหาร บังเอิญใจผู้เขียนไม่ชอบเป็นทหาร (แต่ในที่สุดช่วงหนึ่ง ของชีวิตก็ต้องไปเป็นทหาร อาจเรียกได้ว่าเป็นไปตาม ดวงเพราะ หมอผูกดวงที่มีชื่อเสียงในอดีตท่านหนึ่ง คือ พล.ต.พิสนห์ ทองดีเลิศ ท่านทำนายไว้ว่าอนาคตของ ผู้เขียนจะเด่นมาก โตขึ้นจะเป็นครู หรือเป็นแพทย์ และ จะเป็นทหารมียศเป็นถึงนายพันตรี! ท่านผู้อ่านคงสง สัยว่าทำไม เป็นพันตรีจึงเด่น ในสมัยนั้นยศสูงสุด ที่คนธรรมดา จะเป็นได้คือพันเอกซึ่งมีเพียงไม่กี่คน ดัง นั้นเป็นพันตรีก็เทียบกับสมัยนี้เป็นนายพลแล้ว ซึ่งเมื่อ ผู้เขียนจบแพทย์หลังเป็น แพทย์ประจำบ้านอายุรศาสตร์ ที่ศิริราชแล้วก็ออกมาหางานทำ ไปดูโรงพยาบาลต่างๆ หลายแห่ง เขาอยากได้ผู้เขียนแต่ตนเองมาพอใจเอาที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งในยุคนั้นเหมือนโรง พยาบาลต่างจังหวัด มีคนไข้นอนในหออยู่ 40 คน ไม่มี หมอประจำ นอนเตียงละ 2 คนก็มี ไม่มีผ้าปูที่นอน ทั้ง ward มีเข็มฉีดยา 2 อัน เลยเลือกมาอยู่ เพราะมีงานทำ มากดี ได้ยศเป็นร้อยโทและอยู่จนเป็นนายพันตรีจริงๆ ตามคำทำนาย พอดีทางมหาวิทยาลัยขอโอนไปเป็น หัวหน้าหน่วยโรคทางเดินอาหารและอายุรศาสตร์เขต ร้อนโรงพยาบาลรามาธิบดี แต่หมอดูผิดไปหน่อยที่หลัง จากโอนมาพลเรือน แล้วมี คำสั่งกลาโหมติดตามมาให้ เลื่อนยศเป็นพันโทย้อนหลัง คือเรียกว่า ผู้เขียนได้ดี กว่าดวง!)

เหตุที่ผู้เขียนมาเป็นแพทย์ก็เพราะบังเอิญไป เรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาฯ ซึ่งระยะนั้นเป็น ที่รวมคนเก่งจากโรงเรียนต่างๆเพื่อเตรียมเข้ามหา วิทยาลัย มีเพื่อนที่ เก่งๆทั้งนั้น ทุกคนอยากเข้าเรียน แพทย์เป็นอันดับหนึ่ง ถึงเราไม่เก่งแต่ก็สมัครรวมกลุ่ม ไปกับเขา และบังเอิญสอบติดแพทย์ด้วย ก่อนหน้านี้ คุณแม่ป่วยหนักและเสียชีวิตใน ช่วงหลังสงครามที่ ไม่มีหมอไม่มียารักษา เป็นเหตุจูงใจให้เห็นความ สำคัญของแพทย์ จึงเต็มใจไปสอบเข้าแพทย์

ตามที่เขียนไว้แล้วว่าผู้เขียนยังอธิบายไม่ได้ว่า ทำไมผู้เขียนจึงเป็นอย่างที่เป็น ส่วนหนึ่งคือ “ดวง” หรือ จังหวะของชีวิต ซึ่งใครเป็นคนกำหนด หรือเกิดขึ้นเอง ถ้าเป็นฮินดูคงจะบอกว่า พระพรหมเป็นผู้กำหนดมา ทางคริสต์คงบอกว่าเป็นความต้องการของพระผู้เป็นเจ้า แต่ทางพุทธบอกว่าเป็น “กรรมกำหนด” คือสิ่งที่ตัวเอง ได้เคยทำมาแล้วในอดีตชาต ิจนถึงปัจจุบันนี้เป็นตัวกำ หนด “ปัจจุบันคือผลของอดีต” มันมาควบคุมเราได้อย่างไร มันมากับเราตั้งแต่เมื่อเราอยู่ในครรภ์ของแม่ คือ “จุติ วิญญาณ” ที่เข้ามาในรูปที่เราเรียกว่า “คันธัพพะ” เป็น “ปฏิสนธิวิญญาณ” มาพร้อมกับข้อมูลของกรรมเก่า ที่เราแต่ละคน ได้สร้างสมมาในอดีต เทียบกับความรู้ ปัจจุบันก็คือข้อมูลที่บรรจุไว้ในแผ่นดิสก์ เพื่อมาใช้ใน ชาติภพนี้ ดังนั้น ส่วนสำคัญที่สุดที่จะทำให้เราเป็น อย่างนี้ จะฉลาดจะโง่ จะดีจะเลว จะตกอับ จะรุ่งเรือง ก็อยู่ที่วิบากกรรมที่ “เรา” ได้สร้างสมมาในอดีต ที่แสดง ออกมาให้เห็น ส่วนหนึ่ง เรียกว่า “สันดาน” ของทุกคน นั่นเอง

สรุปได้ว่า เหตุที่ทำให้ใครก็ตามเป็นคนดี หรือได้ดี ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆหลายอย่าง ส่วนสำคัญ ที่สุดมากกว่าครึ่งหนึ่ง คือ “วิญญาณ และวิบากกรรม” ของตนเอง เรียก ภาษาชาวบ้านว่า “สันดานและดวง” ของคนนั้นๆ ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่แก้ไขอะไรมากไม่ได้ อย่างมากคงเพียงตบแต่งได้ อย่างที่พูดกันว่า สันดอน ขุดได้ สันดานแก้ไม่ได้ ดังนั้น ลูกที่เราจะเลี้ยงดูนั้นบาง ครั้งไม่ว่าเราจะเลี้ยงดูอย่างไรก็ทำให้เขาดีไม่ได้ และไม่ ได้ดี ซึ่งพ่อแม่จะต้องทำใจ ถือว่าเป็นวิบากกรรมของ เราด้วย ในส่วนที่มีการผูกพันกับเขา มาในอดีตชาติ

อย่างไรก็ตามมีส่วนหนึ่งที่พ่อแม่อาจให้การ อบรมดูแลและแก้ไขได้ ได้แก่

1. การทำตนให้เป็นแบบเยี่ยงอย่างที่ด ข้อนี้เป็น ข้อสำคัญที่สุด ลูกจะยึดเอาพ่อแม่ เป็นแบบอย่าง นิสัย หลายอย่างได้มาจากพ่อแม่ อย่างที่โบราณว่า “ลูกปู เดินตามแม่ปู” หรือ “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” ผู้เขียนเอง ได้ความซื่อตรง และระเบียบวินัยมาจากพ่อที่เป็น ทหารรุ่นเก่า ที่มีกิตติศัพท์ทั่วกองทัพบกในยุคของท่าน และคงได้ความเมตตาต่อคน และสัตว์ทั้งหลายจากคุณ แม่ ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่ผู้เขียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ แต่ ยัง จำได้ถึงความเมตตาอบอุ่นของคุณแม่

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าครอบครัวใด พ่อแม่มีปัญหา ทะเลาะเบาะแว้งหงุดหงิดทั้งวัน หรือ พ่อเมาเหล้า แม่เล่นการพนัน ครอบครัวแตกแยก จะมี ผลกระทบต่อนิสัยของลูกแน่นอน พ่อแม่ที่หวังจะให้ ลูกเป็นคนดี จึงจะต้องดูที่ตัวเองด้วยให้เป็นแบบอย่าง ที่ดี ให้ความรัก ความใกล้ชิดอบอุ่นและอาทร

2. สอนให้ลูกรู้จักคิด ค้นคว้า หาเหตุผล และความ ถูกผิด เป็นคุณสมบัติข้อแรกที่พ่อแม่จะต้องปลูกฝัง ให้ลูกตั้งแต่เด็ก โดยใช้ประสบการณ์ ของเด็กเอง ที่รู้ อะไร หรือพบอะไรมา ให้มาคุยให้ฟัง และให้แสดง ความคิดเห็นต่อเรื่องนั้นๆ และพ่อแม่เป็นผู้สนับสนุน หรือชี้แนะในสิ่งที่เขายังมองไม่เห็นนึกไม่ถึง เมื่อลูกโต ขึ้นก็ ให้มีการนำเรื่องที่เกิดขึ้นต่างๆมาคุยและชี้มุมมอง ต่างๆ อย่าให้ลูกมองอะไรในแง่มุมเดียว ชี้ให้พยายาม มองในมุมอื่นทัศนะอื่น ซึ่งจะทำให้เขาเป็นผู้ใหญ่ที่มี วิจารณญาณที่ดี คงทน ต่อสังคมปัจจุบัน ที่มีการชี้นำชี้ แนะด้วยสิ่งต่างๆมากมาย และส่วนมากเป็นสิ่งที่ไม่ถูก ต้อง ข้อสำคัญคือพ่อ-แม่จะต้องมีคุณสมบัติอันนี้ด้วย ถ้าเด็กและคนรุ่นใหม่มีคุณสมบัติข้อนี้ ข้อเดียวจะทำ ให้บ้านเมืองก้าวหน้าไปในทางที่ถูกแน่นอน แทนที่จะ เลอะเทอะอย่าง ในปัจจุบัน

3. สอนให้ลูกมีวินัย เคารพในกติกาของสังคม เป็น คุณสมบัติอีกข้อหนึ่งที่คนไทยยุคใหม่ ควรมี เพื่ออยู่ ร่วมกันได้ด้วยดี จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันคนไม่มีวินัย ไม่มีการปฏิบัติตาม กฎระเบียบหรือกติกาต่างๆ นิยมใช้ กฎหมู่เป็นหลัก จนทำให้เกิดปัญหาแก่สังคมไทย และ เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เราแก้ปัญหาต่างๆที่ควรแก้ไม่ได้ ที่เห็นตัวอย่างชัดเจน คือ เรื่องของ การขับรถไม่เป็น ตามกฎจราจร จนทำให้เกิดปัญหาในเมืองใหญ่ทุก เมือง อยากให้ดูตัวอย่าง คนญี่ปุ่น อังกฤษ หรือเยอรมัน ข้อหนึ่งที่ทำให้ทั้ง 3 ชาติมั่นคงเป็นเจ้าโลกได้หลายยุค หลายสมัยก็เพราะ คำว่า วินัยนี้ประการหนึ่ง เพราะไม่ ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่ต่อข้อ ระเบียบอันใดอันหนึ่ง ถ้ามีการโต้แย้งกันแล้ว ผลสรุปออกมาเป็นอย่างใด ทุก คนจะ ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีบางอย่างเราดู ว่าเขาไม่ใช้สติปัญญาแก้ไขสถานการณ์เลย ผิดจาก คนไทยที่แก้ปรับตัวตามสถานการณ์เสียจนขาดวินัย ไม่มีกติกา จึงทำให้สังคม วุ่นวาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถ้า ใครเล่นกอล์ฟ และมีญี่ปุ่นเล่นอยู่ข้างหน้าจะค่อนข้าง อึดอัดว่าญี่ปุ่นเล่นช้า เช่น หลุมพาร์ 4 ตามปกติควรตี 2 ครั้ง ลูกจะขึ้นอยู่บนกรีน ดังนั้น กฎจึงมีว่าถ้ามีคนอื่น อยู่บนกรีน ห้ามตีครั้งที่ 2 จะเห็นคนญี่ปุ่นที่ตีครั้งที่ 1 ไปได้เพียง 50 หลา จะตีอีก 2 ครั้งก็ยังอาจไม่ถึงกรีน แต่เขาจะไม่ยอมตี ต้องรอคนลงจากกรีนตามกติกา ก่อน ส่วนคนไทยขนาดอยู่ในระยะที่ตีถูกดีๆลูกจะวิ่งถึง กรีนได้ แม้ว่าปกติตีไม่ถึง ก็จะตี ไปทั้งๆคนกำลังอยู่บน กรีน ถ้าบังเอิญลูกถูกดี ลูกวิ่งขึ้นกรีน ต้องวิ่งไปขอโทษ เขา เป็นต้น

เด็กที่จะโตขึ้นโดยมีระเบียบวินัยนั้นจะดูตัว อย่างของพ่อแม่และดูวินัยในบ้านเช่นกัน พ่อแม่จึงต้อง มีกติกาสำหรับลูกในบ้าน และต้องรักษากติกานั้นๆ ให้ เด็กได้เห็นและ ปฏิบัติตาม แต่พ่อแม่สมัยนี้เอาใจลูกมาก เกินไป ปล่อยตามใจจนเด็กขาดวินัย สมัย ก่อนโรงเรียน ก็เป็นที่บ่มวินัยที่ดีเพราะครูจะเคร่งครัด เด็กทำผิดจะ ถูกตี เด็กนักเรียน ต้องแต่งเครื่องแบบ แต่ปัจจุบันเห็น ว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้องคร่ำครึ จะมีการแก้ไขว่าเด็กนัก เรียนแต่งกาย อย่างไรก็ได้ไปโรงเรียนตามแบบอเมริกัน และไม่ทราบว่าจะเอาอะไร ไปเป็นแบบอย่างให้เด็กเห็น ว่าระเบียบวินัยเป็นสิ่งสำคัญ ในความเห็นของผู้เขียน ถ้าคนไทย ส่วนใหญ่ขาดสิ่งนี้ประเทศชาติจะเจริญและ สงบสุขไม่ได้

4. สอนให้ลูกรู้จักค่าของเงินและใช้เงินให้เป็น ข้อ นี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอีกอย่าง หนึ่งที่พ่อแม่ควร สอนลูก ไม่ใช่เฉพาะในยุควิกฤตเศรษฐกิจขณะนี้ แต่ จะเป็นสิ่งดี ทุกยุคทุกสมัย ถ้าคนไทยรุ่นใหม่มีนิสัยอัน นี้ติดตัว เราจะไม่มีวันพบคำว่า IMF หรือ วิกฤตเศรษฐ กิจที่เกิดขึ้นแก่เราใน 2 ปีนี้ แต่เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ รู้จักคำว่าประหยัด แต่ มีความ “เว่อร์” ตามกระแส สังคมและสื่อโฆษณา สังเกตว่าพ่อแม่สมัยนี้ปรนเปรอ ลูกมาก ให้ลูกใช้เงินตั้งแต่เด็กจนเห็นเงินไม่มีค่า อยาก ได้เท่าไรก็ให้ ไม่มีคำว่า “ออม” ทรัพย์ พ่อแม่สมัยนี้ จัดงานวันเกิดให้ลูกตั้งแต่เด็กๆ โรงเรียนหยุดพาลูกไป เล่นสวนสนุกต่าง ประเทศ มิฉะนั้นจะน้อยหน้าเพื่อนที่ ไม่ได้ไปต่างประเทศ ให้ของเล่นจนทิ้งๆขว้างๆ โตขึ้นก็ แต่งตัวใช้ของต่างประเทศราคาแพงเป็นต้น เป็นการ ทำให้เด็กฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม สมัยที่ ผู้เขียนเป็นเด็กพ่อแม่ สอนให้เก็บเงินออม ให้เงินไปโรงเรียนรวมค่ารถราง ผู้เขียนจะ ประหยัดโดยเดินกลับบ้านแทนขึ้นรถรางบ้าง เหลือเงินก็เก็บใส่กระปุกไว้แล้วไปฝากออมสิน หรือซื้อ ของที่ต้องการมากๆ วันเกิดพ่อแม่จะให้เงินไปฝากออม สิน ของเล่นต่างๆก็จะทำเอง เช่น ซื้อดินน้ำมัน หรือผสม ดินน้ำมันเอง ปั้นเป็นรถยนต์ รถไฟมาเล่น เพราะยาก ที่พ่อแม่ จะซื้อของเล่นให้ ถ้าได้มาสัก 1 ชิ้นก็จะดูแล ถนอมเล่นเก็บอย่างดี ผู้เขียนจึงรู้จักค่าของเงิน รู้จัก ประหยัด รู้จักออม เมื่อมีเงินเก็บพอจึงซื้อของที่จำเป็น หรือมีประโยชน์ และคงทน ไม่ เหมือนคนสมัยนี้ที่อยาก ได้ของต่างๆเร็ว ใช้ชีวิตกับเงินผ่อนหรือเล่นแชร์ กู้หนี้ ยืมสิน มาชื้อของที่บ่อยครั้งไม่จำเป็น ไม่มีประโยชน์ ทั้งๆที่ยังไม่มีเงินออม เมื่อเกิดปัญหาตกงาน จึงไม่ สามารถแก้สถานการณ์ได้จนถึงฆ่าตัวตาย เมื่อผู้เขียน มีลูกก็ได้อบรมสั่งสอน อย่างเดียวกัน ให้รู้จักรับผิดชอบ ใช้เงินในส่วนของตนเองตั้งแต่เด็ก รู้จักออมเพื่อซื้อสิ่ง ที่ตนอยากได้ ถ้าพ่อแม่สมัยนี้จะสอนลูกเหมือนคนสมัย ก่อนจะทำให้ลูกมีชีวิตที่มั่นคง

5. สอนให้ลูกมีความรับผิดชอบต่อตนเองและ สังคม คนที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อหน้าที่ ของตน จะทำให้เป็นคนมีคุณค่าต่อสังคม และมีโอกาส ได้ดี ต้องอบรมนิสัยนี้ตั้งแต่เด็ก ให้รู้จักหน้าที่การไป โรงเรียน การทำการ บ้านที่ได้มอบหมายให้เสร็จ มิฉะนั้น จะไม่ได้ไปเล่น เป็นต้น ไม่ใช่ตามใจลูกจนเป็นเด็กเกเร ไม่เรียนหนังสือ ถ้าเขาได้รู้จักปฏิบัติตามหน้าที่ เมื่อโต ขึ้นไปทำงานก็จะมีความรับผิดชอบ ปฏิบัติงาน ได้เป็น ผลดีมีความก้าวหน้า

6. ต้องหาทางป้องกันไม่ให้ลูกติดยาเสพติดชนิด ต่างๆ หรือติดเอดส เป็นสิ่งสำคัญสุดท้ายของพ่อแม่ใน ยุคนี้ เพราะมิฉะนั้นไม่ว่าจะอบรมสั่งสอนมาดีอย่างไร ก็ตาม ลูกจะไม่มีอนาคต เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากกว่า ที่ทุกคนคิด เพราะเด็กยุคนี้ติดยา เสพติดต่างๆชนิดมาก มาย หลายแห่งเกินครึ่งของโรงเรียน และไม่มีท่าทีว่า จะหยุดยั้งลงได้ เพราะเด็กเป็นตลาดใหญ่ และเป็นวัย อยากรู้อยากลองและชักจูงง่าย กว่าจะรู้ตัวก็เลิกไม่ได้ แล้ว ติดแล้วเลิกยากจริงๆ พ่อแม่จะต้องพยายามพูด คุยสั่งสอนตั้งแต่เล็กๆให้ลูกเห็น โทษและกลัว ไม่อยาก ลอง และที่สำคัญคือต้องสอนให้ลูกเลือกเพื่อนด้วย และดูเพื่อน ของลูก เพราะถ้าได้เพื่อนดีก็จะรอดตัวไป สนับสนุนให้ลูกพาเพื่อนมากินมาเล่น หรือ มาอยู่ ที่บ้าน เพื่อจะได้ดูได้ใกล้ชิด

ทางป้องกันอีกทางหนึ่งก็คือพยายามสนับ สนุนให้ลูกได้เล่นกีฬา อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลาย อย่าง เพราะจะทำให้เด็กมีร่างกายแข็งแรง และได้ เพื่อนที่เป็นนักกีฬาด้วยกัน โอกาสจะติดยาน้อย รวมทั้ง รู้จักการรู้แพ้รู้ชนะในการเล่นกีฬาและรู้จักทำงานร่วม เป็น กลุ่มเป็นคณะ นอกจากนี้ควรสนับสนุนให้เล่น ดนตรีหรือทางศิลป์ เช่น วาดรูป เพื่อ ให้เด็กมีจิตใจที่ สงบอ่อนไหว มีความรู้สึกต่อสิ่งแวดล้อมที่ดี เมื่อลูก ยังเล็กๆ ผู้เขียน เป็นผู้พาเขาไปหัดเล่นเทนนิสที่สนาม กีฬาแห่งชาติ พาไปเรียนดนตรีที่สยามยามาฮ่า ซึ่งลูก ทั้ง 2 คนก็เล่นทั้งกีฬาและดนตรีได้ อีกระยะหนึ่งที่ สำคัญคือเมื่อลูกโตขึ้นเป็นหนุ่ม เป็นสาวต้องดูแล ใกล้ชิดแต่ให้อิสระแก่เขาเพราะถ้าเราสอนเขาดีแล้ว เขาจะรู้ว่าสิ่งใดดีไม่ดี เพราะโอกาสที่เพื่อนที่เขาคบจะ ติดยาเสพติดยังมีอยู่

นอกจากยาเสพติดที่ต้องระวังที่สำคัญไม่แพ้ กัน คือการติดเอดส์ จะต้องคุยให้ข้อมูล ถึงความน่า กลัวของโรคให้เด็กฟังอยู่เสมอ โดยเฉพาะวิธีติดโรค เมื่อถึงวัยที่มีโอกาสติด ทั้งลูกผู้ชายและผู้หญิงจะต้อง สอนวิธีป้องกันตัว ป้องกันโรคทางด้านของเพศสัมพันธ์ อย่างเปิดเผยจริงจัง มิฉะนั้นจะสายเกินแก้ ขอให้ ทุกคนรู้ว่าโรคเอดส์อยู่ใกล้ตัวทุกคน มากที่สุดแล้ว

พ่อแม่จะต้องดูแลลูกใกล้ชิดพอสมควร ใน การออกไปเที่ยวนอกบ้าน โดยเฉพาะ ในเวลาที่ไม่ได้ไป โรงเรียน ควรจะต้องรู้ว่าจะไปไหน ไปทำอะไร ไป กับใคร ซึ่งเด็กเมื่อถึง วัยหนุ่มสาวไม่ค่อยชอบให้พ่อ แม่ถาม ที่สำคัญคือต้องอย่าห้ามหวงโดยไม่มีเหตุผล ต้องปล่อยให้เขาไปตามใจเขาบ้างถ้าเห็นว่าพอจะ ปล่อยได้ แต่ไม่ใช่ปล่อยมากจนเลยเถิด อย่างเด็กหนุ่ม สาวรุ่นใหม่

7. สอนให้ลูกมีความมานะพยายาม มุ่งมั่น และ อดทน ตั้งแต่เด็กเมื่อลูกต้องการอะไรหรืออยากได้อะไร ก็ต้องให้ลูกมีความพยายาม ที่จะให้ได้สิ่งที่ต้องการ สอนให้มีความอดทนเพื่อสิ่งที่ต้องการ จนเป็นนิสัย ติดตัว เมื่อโตขึ้นเขาจะเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นมานะ พยายาม ทุกคนคงจะได้อ่านหรือทราบ พระราชนิพนธ์ ของพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง “พระมหาชนก” ซึ่งเป็นสิ่งที่ เตือนใจชาวไทยทุกคน ในปัจจุบัน ให้นึกถึงคุณสมบัติ อันสำคัญข้อนี้ ที่จะได้ช่วยกันทำให้ประเทศชาติ ผ่านพ้นอุปสรรคทั้งปวงได้

นอกจากความสำคัญ 7 ข้อข้างบนแล้ว ยังมี ข้อสำคัญรองลงมาที่พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นคนดี จะ ต้องทำอีก ได้แก่

8. สอนให้เป็นคนมีสัมมาคารวะ รู้จักพูด อะไรควร พูดไม่ควรพูด วางตัวต่อคนอื่นและผู้ใหญ่ได้ดี รู้อะไร ควรไม่ควร ผู้เขียนเคยเห็นพ่อแม่พาลูกมาเยี่ยมคนไข้ ที่โรงพยาบาลและยืนหัวร่อที่ลูก 2 คนวิ่งเล่นส่งเสียง ดัง และไปทุบประตูห้องคนไข้ต่างๆ จนต้องให้พยาบาล ไปห้ามเด็กไม่ให้ทำ เป็นต้น เรียกว่าพ่อแม่เป็นคนไม่รู้ ว่าอะไรควรไม่ควร ลูกจึงเป็นเช่นนั้น ในเรื่องของการพูด อยากขอให้พ่อแม่ดูแลให้ลูกพูดภาษาไทยได้ถูกต้อง ด้วย โดยเฉพาะเรื่องของตัว ร. และ ล. ซึ่งน่ากลุ้มใจ ที่คนรุ่นใหม่พูด ร. ไม่ได้ บางคนไม่ได้ทั้ง ร. และ ล. ขอเราอย่าได้ทำลายภาษาของเราด้วยเลย

9. สอนให้เด็กช่วยงานบ้าน ให้เป็นส่วนหนึ่งของ บ้านที่จะต้องช่วยกันทำงานตั้งแต่เด็กๆ เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน ช่วยล้างจาน ซักผ้าตัวเองฯ ไปจนถึงการทำสวน ปลูกต้นไม้ ตัดหญ้าฯ ทำ อาหารง่ายๆ ซึ่งถ้าสอน เด็กๆ เป็นวัยที่กำลังอยากทำอยากลอง จะทำให้เขารู้หน้าที่ และเป็น ประโยชน์ติดตัวเขาต่อไป เด็กสมัยนี้ไม่ค่อย ได้ทำเพราะอ้างว่ามีการบ้านมากไม่มีเวลาช่วย ปล่อย ให้คนใช้หรือพ่อแม่ทำเอง เมื่อผู้เขียนเป็นเด็กช่วยคุณ พ่อคุณแม่ทำงานเหล่านี้ ทุกอย่าง รวมทั้งทำสวนครัว เลี้ยงไก่ไว้กินไข่ในยามสงคราม ซึ่งเมื่อโตขึ้นจึงรู้จักงาน เหล่านี้ ทั้งหมด เมื่อมาดูแลโรงพยาบาลจึงดูแลได้

10. สอนให้เป็นคนมีใจเมตตากรุณา ต่อคนอื่น หรือต่อสัตว์ต่างๆ ไม่ใช่สอนให้ลูกทำร้าย สัตว์ฆ่าสัตว์ ไม่ว่าเล็กน้อยอย่างไร ให้เห็นใจผู้ยากไร้ ผู้ที่ต้องการ ความช่วยเหลือ และ สอนให้ๆความช่วยเหลือแก่เขา เหล่านั้น ความเมตตาจะช่วยค้ำจุนโลกและสังคมรวม ทั้งเป็นผลดีแก่ตนเองด้วย

11. สอนให้ลูกเป็นนักอ่านหนังสือ ควรสร้างนิสัย ให้ลูกชอบอ่านหนังสือ เริ่มด้วยการหา หนังสือสำหรับ เด็กมาอ่านให้ฟังทุกคืนก่อนนอน จะทำให้เด็กสนใจ หนังสือ และเมื่อ เด็กอ่านได้ก็หาหนังสือให้อ่าน สอนให้ อ่านหนังสือทุกประเภทจะทำให้มีทัศนกว้างขวาง ความรู้รอบตัวกว้างขวาง ลึกซึ้ง และมักจะทำให้เป็นคน มีความคิดความอ่าน และมี พิจารณญาณที่ดี ความ จริงส่วนหนึ่งคงเป็นจากนิสัยประจำตัว ผู้เขียนโตขึ้นใน สมัยสงคราม หาหนังสืออ่านได้ยาก ช่วงหนึ่งกระดาษ พิมพ์ใช้กระดาษฟาง คุณพ่อเป็นคนอ่านหนังสือ มี หนังสืออ่านเล่นเต็มบ้าน ผู้เขียนอ่านตั้งแต่เด็ก เมื่อเป็น นักเรียนจะขี่จักรยานไปเช่าหนังสือ อ่านเล่นจากร้าน เช่าหนังสือชื่อดังในสมัยนั้นที่เทเวศม์จนหมดร้านแล้ว ก็ไปหอสมุดแห่งชาติ หาหนังสืออ่านทุกสัปดาห์ ลูกสาว ก็เป็นนักอ่านหนังสือตัวยงตั้งแต่เด็กๆเห็นหนังสืออะไร เป็นจับอ่านนิ่งอยู่ตรงนั้น ในประเทศที่เจริญทั้งหลาย คนของเขาอ่านหนังสือมากทั้งนั้น แม้ประเทศที่มีภาษา เฉพาะของตนเอง เช่น ญี่ปุ่น เขาจะรู้เรื่องของโลกเป็น อย่างดี เพราะ หนังสือสำคัญๆในภาษาอื่นๆจะได้รับ การแปลมาเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด เด็กไทยเราอ่าน หนังสือน้อยไป ส่วนหนึ่งเพราะไม่มีหนังสือดีๆให้อ่าน เด็กอ่านแต่การ์ตูนและหนังสือที่ไร้สาระ เราต้องสร้าง ตลาดหนังสือให้ได้ก่อน เพื่อคนไทยจะมีสติปัญญา จากการอ่านมากขึ้น

12. สอนให้รู้จักคนดี-คนชั่ว ต้องอบรมลูกให้รู้จัก พิจารณาว่าใครดี ใครชั่ว ยกย่องคนดี ไม่ยกย่องคนชั่ว ไม่หลงเชื่อข่าวสารจากสื่อต่างๆ ซึ่งมักจะไม่เที่ยง บ่อย ครั้งคนชั่วสารเลว ได้รับการยกย่องจากสื่อเพราะ อิทธิพลของอำนาจหรือเงิน คนดีไม่ได้รับการยกย่อง และ บางครั้งกลับถูกใส่ร้ายเพราะไปขัดขวางผลประ โยชน์ของคนชั่วหรือสื่อ นับวันความสำคัญ ของสื่อจะ มากยิ่งขึ้น เด็กรุ่นใหม่จะต้องมีพิจารณญาณที่ดี โดย อาศัยการชี้แนะจากพ่อแม่

13. สอนให้ลูกรู้จักและรักษาวัฒนธรรมของเรา ประเทศไทยมีประวัติย้อนหลังอันยาวนานเป็นพันปี มี ศิลปวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง อย่างที่ควรจะภูมิใจและ รักษาไว้ แต่น่าเสียดายที่ขณะนี้เยาวชนไปรับวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งหลายอย่างไม่ใช่ของดีจากประเทศที่เกิด ใหม่มีอายุเพียงไม่กี่ร้อยปีและละเลยวัฒนธรรม ของเรา ผู้เขียนชอบคนที่มาจากต่างจังหวัดเพราะเป็นคน ที่ได้รับการหล่อหลอมด้วย วัฒนธรรมชาวบ้าน มักจะ เป็นคนดี จิตใจงามน่ารัก ซื่อสัตย์ไว้ใจได้ มีความสมถะ ปกครอง ง่าย เป็นผู้ร่วมงานที่ดีมากกว่าผู้ที่โตในเมือง ใหญ่ๆ จึงหวังว่าพ่อแม่จะพยายามให้ลูก ได้รู้จักและ ปฏิบัติตามวัฒนธรรมพื้นบ้าน การหาโอกาสพาลูกไป ในชนบทบ่อยๆ จะทำ ให้ลูกมีความนุ่มนวลของจิตใจ รักธรรมชาติ อย่าพาลูกไปแต่ต่างประเทศ ซึ่งได้เห็นแต่ ความเจริญทางวัตถุแต่อย่างเดียวเลย

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าห่วงสำหรับเด็กรุ่นใหม่ คือ วัฒนธรรมการเบี่ยงเบนทางเพศ จะเห็นว่า มีเด็กชายที่ มีลักษณะเป็นกระเทยมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะเด็กที่ เป็นลูกชายคนเดียว ของครอบครัว หรือเด็กผู้หญิง แต่ มีลักษณะและจิตใจเป็นผู้ชาย ประกอบกับในยุคนี้มี การชักจูงจากสื่ออย่างมาก และออกนอกหน้า เห็นได้ จากละครโทรทัศน์ทุกเรื่องจะ ต้องมีตัวเล่นเป็นกระเทย ออกมา เด็กๆที่กำลังเจริญวัยดูแล้วเห็นเป็นดี นี่คือ ความพิการ ของสังคม เป็นสังคมวิปริต น่าห่วงเป็น อย่างยิ่ง

14. ท้ายที่สุด พ่อแม่จะต้องชักจูงให้ลูกสนใจและ เข้าใจศาสนาของตนเอง และปฏิบัติตามคำสอนหรือ ธรรมะของศาสนานั้นๆ ซึ่งในเรื่องนี้ ศาสนาพุทธมีจุด อ่อนที่สุด เพราะไม่มีกิจกรรมชักจูงเด็กหรือแม้แต่ ผู้ใหญ่เลย มีแต่พิธีกรรมซึ่งต่างจากศาสนาอื่นๆ ดังนั้น พ่อแม่จึงมีความสำคัญและมีบทบาทมากที่สุด ที่จะ ต้องชักจูงให้ลูกมีความสนใจ และศรัทธาในพุทธ ศาสนา ซึ่งอาจกระทำได้โดยให้ลูกไหว้พระสวดมนต์ สั้นๆตั้งแต่เด็ก โดยให้ทำประจำทุกคืน พาลูกไปวัดต่างๆ บ่อยๆ ให้หัดทำบุญทำทาน ให้ดูถาวรวัตถุ เล่าประวัติ ของสถานที่ให้ฟัง ในวาระสำคัญต่างๆก็พาไปทำกิจ กรรมที่เด็กจะสนใจ เช่น การเวียนเทียน การเล่าประวัติ พระพุทธเจ้าให้ฟัง การให้ลูกเข้าใจหลักธรรมสำคัญๆ เช่น การปฏิบัติตามศีลห้า ซึ่งจะทำให้เขาเป็นคนดีของ สังคม ไม่โกหก ไม่ลักขโมย ซื่อสัตย์ ไม่โกงกินบ้านกิน เมือง อย่างที่เห็นกันตำตาอยู่ทุกวันนี้ การอธิบายถึง เรื่องของกรรม ผลของกรรม โดยเอาตัวอย่างเหตุการณ์ ต่างๆที่เกิดขึ้นจริง

การสอนให้นั่งสมาธิโดยพาไปที่วัดที่ มีการปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยสร้างสมาธิให้แก่เด็ก อันจะเป็น ประโยชน์ในการศึกษาด้วย เมื่อโตขึ้นก็ให้ศึกษาลึกซึ้ง ขึ้นถึงสัจธรรมทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ มากที่สุด สามารถอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่คนสมัย ใหม่ได้ ถ้าเป็น ลูกชายถึงวัยที่บวชพระได้ ถ้ามีโอกาส ควรให้บวชโดยเลือกวัดต่างจังหวัดที่สงบและมีการ ปฏิบัติโดยมีพระที่มีปฏิปทาที่ดีเป็นผู้ดูแล ถ้าลูกมี ความสนใจและเข้าใจในหลักธรรม ของศาสนาแล้ว เป็นที่แน่นอนว่าการดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าจะเป็นไป ได้ด้วยดี เป็นคนมี คุณธรรม เป็นคนดีของสังคม และ ควรจะได้ดีตามความต้องการของพ่อแม่อย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้นจะเป็นปัจจัยปัจจุบันที่จะนำไปสู่ผลในอนาคต ทั้งในชาตินี้ จนถึงชาติหน้าภพ หน้าด้วย

อย่างที่เขียนไว้แต่ต้นแล้วว่าผู้เขียนไม่เคย ศึกษาตำราเลี้ยงเด็ก ที่เขียนนี้จากประสบการณ์ ชีวิต ของตนเอง ซึ่งคิดเข้าข้างตัวเองว่าน่าจะเรียกตนเอง ได้ว่าเป็น คนดีพอสมควร และ ยังเป็นคนที่ได้ดีตาม เกณฑ์ของสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นฐานะแพทย์ผู้ รักษาคนไข้มาถึง 45 ปี จนถึงบัดนี้ก็ยังมีคนไข้อยากให้ รักษาอยู่ หรือในฐานะของนักวิชาการ ที่มีผลงานวิจัย พบโรคใหม่ๆในเมืองไทยหลายโรค ได้เป็นครูแพทย์ เคยเป็นนายกสมาคมวิชาชีพทางแพทย์ 2 สมาคม เป็น กรรมการก่อตั้งราชวิทยาลัยอายุรแพทย์คนหนึ่ง เขียน ตำราแพทย์ภาษาไทย และตำราแพทย์ต่างประเทศที่ ใช้ทั่วโลก หรือจะดูในฐานะของผู้บริหารที่ทำให้โรงพยาบาล เล็กๆยืนยงมั่นคงมา 30 ปี และมีชื่อเสียงเป็น ที่ยอมรับ นอกจากนี้ได้ทำงานทางการเมือง ในฐานะ วุฒิสมาชิกติดต่อกัน 10 ปี และไม่ได้ไปนั่งเฉยๆแต่มีผล งานในรัฐสภา เช่น กระทู้ถามรัฐบาล เรื่องภัยจากสาร พิษในอาหาร และยับยั้งการสร้างเขื่อน น้ำโจน เป็นต้น หรือถ้าจะวัดด้วยเหรียญตราก็ได้รับพระราชทานสูงเท่า ที่คนธรรมดาพึงได้ ผู้เขียนเชื่อว่า ตนเองได้ทำประโยชน์ ให้แก่ผู้อื่น แก่สังคม แก่สถาบันที่เกี่ยวข้อง และแก่ประ เทศชาติแล้ว

ผู้เขียนได้เขียนเรื่องนี้ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ แก่พ่อแม่ท่านอื่นๆที่จะพิจารณาบัญญัติทั้ง 14 ประการ นี้ไปใช้ในการอบรมลูกหลาน เพื่อให้เขาเป็นคนดของ สังคม และอาจเป็นคนที่จะ ได้ดี สมความดีของเขาด้วย แต่ถ้าเขาไม่สามารถเป็นอย่างที่เราหวังได้ก็อย่าเป็น ทุกข์เกินไป ต้องทำใจ เพราะต้องเข้าใจว่านอกเหนือ จากการอบรม ปัจจัยที่จะทำให้ใครเป็นอย่างไรนั้น อยู่ที่ วิบากกรรมของเขาเอง ซึ่งทางแก้มีเพียงการปฏิบัติ ตามธรรมะของพุทธศาสนาเท่านั้น

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

รู้จักและเข้าใจลูกวัยนี้

โดย พญ.นิตยา คชภักดี

ลูกอายุ 1-3 ปี อยู่ในช่วงที่น่าตื่นเต้น แม้ร่างกายจะเติบโตด้วยอัตราที่ช้ากว่าขวบปีแรก ประมาณครึ่งหนึ่ง คือทั้งปีจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3 กิโลกรัม ไม่ใช่ 6 กิโลกรัม สูงเพิ่มขึ้นเพียง 10-12.5 ซม.ไม่ใช่ 25 ซม. เหมือนปีก่อน แต่ในด้านความสามารถในการ เคลื่อนไหว การรับรู้ เรียนรู้ ความรู้สึกนึกคิด การสือภาษาและพฤติกรรมการแสดงออก มีความเปลี่ยนแปลงอย่างน่าอัศจรรย์

จริงไหมที่เขาว่าลูกซน? เพราะลูกสนใจคนและสิ่งแวดล้อม สามารถเดิน วิ่ง ปีนป่าย รื้อค้นได้ อยากมีส่วนร่วมไปหมด แต่ยังทำอะไรไม่ค่อยถนัด ยังไม่รู้อะไรควร อะไรจะเป็นอันตรายได้ หนูยังต้องการผู้ดูแลใกล้ชิด ช่วยจัดบริเวณกับของเล่นที่ปลอดภัยให้

หนูดื้อ งอแง เจ้าอารมณ์? เพราะหนูรับรู้ได้มากขึ้น มีความต้องการของตนเองมาก อยาก เป็นอิสระ อยากเลียนแบบคุณพ่อคุณแม่ พี่ๆ และดาราในโทรทัศน์ และมี ความรู้สึก นึกคิดของตัวเอง แต่ยังสือภาษาได้จำกัด จึงสือด้วยท่าทางส่งเสียงร้อง ยื้อแย่ง ระบาย อารมณ์กับข้าวของ ตีคนอื่นหรือตัวเอง “ต่อต้าร” หรือ “ปฏิเสธ” หรือ “ยิ่งว่ายิ่งยุ” หนูต้องการ เป็น “คนชนะ” และหนูเรียนรู้ได้เร็วว่าวิธีไหนคุณพ่อคุณแม่จะ “ยอม”

ลูกกลัวอย่างไร้เหตุผล? เพราะหนูมีประสาทสัมผัสที่ไว และรับรู้ได้มากขึ้น เริ่มมี จินตนาการเพิ่มขึ้นมาก แต่ยังแยกแยะเหตุผลได้น้อย หนูอยากหาคุณพ่อคุณแม่ เวลา มองไม่เห็นท่าน เพราะกลัวถูกปล่อยทิ้งให้อยู่คนเดียว กลัวความมืด กลัวเสียงดัง กลัวคน แปลกหน้า กลัวสัตว์ที่ไม่คุ้นเคย กลัวที่สูง เพราะเพิ่งรับรู้ลักษณะ 3 มิติได้ไม่นานนัก

เปิดโอกาสให้เด็กๆได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์

ช่วงอายุ 1-3 ปี เป็นช่วงเวลาที่เด็กต้องการเป็นตัวของตัวเองมาก เขาจะอยากทำอะไร ด้วยตนเอง มักจะต่อต้านคำสั่ง หรือแสดงอารมณ์โกรธเมื่อถูกขัดใจ เหล่านี้เป็นพัฒนาการ ปกติตามวัยของเขา หากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจในข้อนี้ พยายามหลีกเลี่ยงการบังคับขู่เข็ญ หรือต่อล้อต่อเถียง ทำโทษรุนแรง แต่เปลี่ยนมาใช้วิธีอบรมสั่งสอนด้วยความเข้าใจ สนใจ ชมเชยเมื่อทำสิ่งที่ควรช่วย เมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ

คุณควรให้โอกาสเขาเล่นตามลำพัง เพื่อความเป็นอิสระและการค้นพบด้วยตนเอง ฝึกทำอะไรด้วยตนเองโดยอยู่ในสายตา ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมรับฟัง และแก้ไข ความขัดแย้งระหว่างผู้ใหญ่ด้วยกัน โดยไม่ใช้เสียงดังหรือกำลังบังคับ ลูกก็จะเรียนรู้ ได้ด้วยตัวเองในที่สุดจากแบบอย่างของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง

เวลาเล่านิทานหรือพบเห็นเหตุการณ์ ควรถามให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น พูดถึงเรื่องราว หรือแสดงท่าทางตามที่เข้าใจ วิธีนี้จะช่วยให้ลูกรู้จักฟัง เรียบเรียงความคิด ฝึกใช้ภาษา และเพิ่มความสนิทสนมใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่มากยิ่งขึ้น ทำให้คุณรู้ว่า “ลูกคิดอะไรอยู่”

ตัวอย่างพฤติกรรมเข้าตัวเล็ก

เวลาออกนอกบ้าน น้องจ๋าอายุ 2ขวบครึ่ง จะไม่ยอมเดินเอง น้องจ๋า “อุ้มๆ แม่อุ้มหนูหน่อน หนูตัวเล็ก!”

เหตุผลที่อาจจะเป็นได้

` แปลกที่

` กลัวเดินไม่ทันผู้ใหญ่

` กลัวมองไม่เห็นหน้าในระดับสายตาของผู้ใหญ่ ซึ่งหนูจ๋าเคยชิน

` เมื่อย

` อ้อน กลัวสูญเสียความสำคัญและความเอาใจใส่

ในขณะกินอาหารร่วมสำรับ น้องจ๋าทำปาก ซี๊ดๆ “ป้า ขอเผ็ดๆ หนูโตแล้ว! “ !?!

เหตุผลที่อาจจะเป็นได้ คือต้องการมีส่วนร่วมและเลียนแบบ “ความเป็นคนที่โตกว่า” ในขณะนั้นหนูจ๋าจะลืมที่เคยบอกว่า “หนูตัวเล็ก”

น้องเอกบอกคุณพ่อว่า “พระอาทิตย์เดินตามเอกทุกวันเลยพ่อ

เหตุผลที่อาจจะเป็นได้ คือ เอกไปทางไหนก็เห็นดวงอาทิตย์ ในช่วงวัยนี้เด็กมักจะเอาของทุกอย่าง เป็น “เหตุ” ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ

เสริมพัฒนาการของลูกด้วยรักและเข้าใจ

นอกจากการดูแลสุขภาพ อาหารการกินและการพักผ่อนแล้ว คุณพ่อคุณแม่มีส่วนช่วย ส่งเสริมให้ลูกเป็นคนดี คนเก่งของครอบครัวและสังคมได้โดย

ดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดด้วยความรักและความเข้าใจ ซึ่งจะทำให้ลูกมีโอกาสโต้ตอบเสนอ สนอง สร้างความคุ้นเคยทำให้เกิดความรักความผูกพัน และรู้สึกได้รับความรักอันเป็น ราก ฐานของความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่สำคัญที่สุด

ให้โอกาสลูกได้เรียนรู้ เล่น และฝึกทำสิ่งต่างๆ ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตร ซึ่งจะช่วยทำให้ลูกรู้สึกสนุก มีความสุขกับการกระทำสิ่งที่สร้างสรรค์ ฉลาด คล่องแคล่ว และมีมานะอดทน

ยิ้มแย้ม สัมผัสลูกอย่างอ่อนโยน คอยสังเกตการแสดงออกของลูก รับฟังและพูดคุย โต้ตอบกับลูก สนใจที่จะตอบคำถาม และเล่าเรื่องต่างๆที่เหมาะสมกับเด็ก เพื่อให้ลูก รู้ภาษาได้เร็ว และมีกำลังใจใฝ่รู้ เรียนรู้ที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเราตั้งแต่เล็กๆ ต่อไปจะ เป็นผู้ที่มีความเป็นมิตรและเป็นที่ยอมรับในสังคมได้ง่าย

ทำตัวเป็นแบบอย่างที่จะปลูกฝังลักษณะนิสัยและความเป็นอยู่ที่ดี สอนให้ลูกรู้จักกาลเทศะ รู้จักรับผิดชอบ และคุ้นเคยกับสิ่งที่ดีงามและเป็นประโยชน์ต่อชีวิต เมื่อเติบโตขึ้นลูกอาจจะ ไปพบเห็นสิ่งที่หลากหลาย เขาจะได้รู้จักแยกแยะสิ่งที่เป็นคุณจากสิ่งที่เป็นโทษ ไม่ถูก กระแสของสังคมพัดพาไปอย่างไร้จุดหมาย

ตัวอย่างพฤติกรรม

เมื่อคุณแม่กลับมาจากงานศพ ลูกชายวัย 3 ปีถามว่า “คุณลุงที่ตายเขาไม่กินผักเหรอ”

“คุณพ่อขา หนูไม่อยากไปบ้านลุงใหญ่เลย (มีแต่ควันบุหรี่)” ลูกสาวของครอบครัวที่ไม่สูบบุหรี่ จะมีความรู้สึกไวและไม่ชอบเข้าใกล้คนสูบบุหรี่

เวลาคุณภาพ : สำหรับลูกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

“เวลาคุณภาพ” คือ เวลาที่คุณพ่อ และ/หรือคุณแม่กับลูกได้ให้ความสนใจต่อกัน ให้ความสำคัญแก่กันและกัน สื่อความหมายกันด้วยท่าทาง วาจาและสัมผัส มีการมองหน้า สบตา โต้ตอบเสนอสนองต่อหัน มีการให้และการรับทั้งด้านความรู้สึก การปฏิบัติต่อกัน ด้วยความรักและเข้าใจ และการทำกิจกรรมร่วมกันซึ่งอาจเป็นในบ้านหรือนอกบ้านก็ได้ แต่ถ้าเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันอย่างมีความสุขสนุกสนานในบ้าน ก็จะปลูกฝังความรัก ครอบครัวบรรยากาศอบอุ่นในบ้านจะช่วยลดค่านิยมทางวัตถุ ความฟุ่มเฟือย และการ ใช้ชีวิตนอกบ้าน

คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องให้เวลาพบปะพูดคุย เล่น สอน อบรมเลี้ยงดู และเอาใจใส่ลูกๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างกัน เป็นความมั่นคงทางจิตใจที่มีความ สำคัญมากต่อชีวิตและจิตใจของลูกๆ อาจจะเรียกได้ว่าเท่ากับอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่อง นุ่งห่ม การดูแลรักษายามเจ็บไข้ และการปกป้องจากอันตรายต่างๆ

เด็กมองเห็น ได้ยิน รู้จักตอบสนองต่อรส กลิ่น และสัมผัสตั้งแต่แรกเกิด เรียนรู้ได้ อย่าง รวดเร็วจากคนที่ใกล้ชิด จากประสบการณ์และการกระทำของตนเอง คุณพ่อคุณแม่ จึง ต้องให้เวลาดูแลอย่างใกล้ชิด มองหน้า สบตา ยิ้มแย้ม สัมผัสอย่างอ่อนโยน พูดคุยโต้ตอบ หรือเล่นด้วยกัน จัดสภาพแวดล้อมให้น่าสนใจและปลอดภัย ทำกิจกรรมต่างๆกับลูก โดยคำนึงถึงความสนใจและความสามารถของลูกตั้งแต่แรกเกิดจนเติบใหญ่ โดยดัด แปลงให้เหมาะสมกับวัยของเด็กและความสนใจของครอบครัว

อย่างนี้เป็นเวลาคุณภาพ:

คุณพ่อกับลูกช่วยกัน และคุยกันไปด้วย

คุณแม่คุณพ่อกับลูกรับส่งลูกบอลกัน

คุณแม่เอาลูกนั่งตักเปิดนิทานภาพให้ดู

คุณพ่อร้องเพลงคุณแม่และลูกปรบมือ

คุณพ่อคุณแม่กับลูกช่วยกันปลูกต้นไม้และรดน้ำต้นไม้

อย่างนี้ไม่ใช่เวลาคุณภาพ

คุณพ่อ : “ผมอยู่กับลูกทุกเย็นเลย แต่ลูกชายไม่เห็นรักหรือสนิทกับผมเลย ติดแม่และชอบแต่งตัวตามแม่”

ป้าหมอ : “คุณทำอะไรในช่วงที่อยู่กับลูกคะ”

คุณพ่อ : “ผมดู TV. บ้าง อ่นหนังสือพิมพ์บ้างในห้องเดียวกับลูก”

คุณแม่ : “เขาเหมือนเป็นเฟอร์นิเจอร์ในห้องค่ะ และรำคาญเวลาลูกเข้าไปใกล้ๆ”

แบบอย่างที่พิมพ์ไว้ในใจลูก

การอบรมเลี้ยงดูลูกด้วยความรักความเมตตา และคุณพ่อคุณแม่เป็นตัวอย่างที่ดีงาม ในการใช้เหตุผลอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จะช่วยให้ลูกมีจิตใจมั่นคง ไม่สับสน การฝึก ให้ลูกเป็นคนรู้จักคิด มีน้ำใจและคุณธรรม จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ในอนาคต ส่วนเด็กที่ถูกละเลยทอดทิ้ง หรือถูกทำโทษอย่างรุนแรง มักจะมีปัญหาสุขภาพจิต และมีความประพฤติต่อต้านสังคม จนกลายเป็นเด็กเกเรและก้าวร้าวได้

คุณพ่อคุณแม่สามารถจูงใจให้ลูกมีความใฝ่รู้ กล้าแสดงความคิดเห็น และความรู้อย่าง เหมาะสม ตามกาลเทศะ โดยให้ความสนใจในสิ่งที่ลูกกำลังทำตอบคำถามของลูกได้ ฝึกให้ลูกหัดสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัว ให้โอกาสลูกที่จะแสดงความรู้สึกนึกคิดของตน อย่างเต็มที่ ซึ่งแม้จะแตกต่างกับความคิดของคุณพ่อคุณแม่ และให้ลูกได้มีโอกาส เรียนรู้จากการลองผิดบ้างในกรณีที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหาย

ใส่ใจเฝ้าระวังพัฒนาการของลูก

ตามปกติเด็กวัยนี้จะพัฒนาความสามารถด้านต่างๆรวดเร็วมาก คุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแล เด็กจึงจำเป็นจะต้องติดตามสังเกตพฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดของลูกว่า เปลี่ยนแปลง ไปตามวัยเท่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ โดยศึกษาและบันทึกลงสมุดบันทึกสุขภาพประจำตัวเด็ก ควรปรับเปลี่ยนวิธีการอบรมเลี้ยงดูให้เหมาะสมกับวัย เพศ และความสามารถของลูก โดยไม่เคี่ยวเข็ญจนเกินไป หากสงสัยว่าลูกมีพัฒนาการล่าช้ากว่าวัย ควรให้โอกาสฝึกหัด อีกสัก 1 เดือน ถ้าไม่มีความก้าวหน้าควรปรึกษาคุณหมอหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

หากคุณพ่อคุณแม่พบลักษณธที่สงสัยหรือมีปัญหาในการเลี้ยงดูควรปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

ลักษณะที่สงสัยว่าอาจผิดปกติ ได้แก่

การได้ยิน

$ ลูกไม่สะดุ้งเวลามีเสียงดังใกล้ตัว

$ อายุ 6 เดือน ไม่หันมองหาตามเสียงเมื่อเรียกชื่อ

การมองเห็น

J เดือนแรกไม่มองหน้า

J อายุ 3 เดือน ไม่มองตามสิ่งของหรือหน้าคนที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า

J อายุ 6 เดือน ไม่คว้าของ

J อายุ 9 เดือน ไม่หยิบของชิ้นเล็กๆที่อยู่ตรงหน้า

J ตาเข ก้มหน้าชิด หรือเพ่งมาก

การเคลื่อนไหว

K แขนขาขยับไม่เท่ากัน หรือเคลื่อนไหวน้อย

K อายุ 3 เดือน ยังไม่ชันคอ

K อายุ 5 เดือน ยังไม่คว่ำ

K อายุ 1 ขวบไม่เกาะยืน

K อายุเกิน 2 ขวบ ยังล้มง่าย งุ่มง่าม หรือเก้ๆกังๆ

K อายุ 3ปี ยังกระโดด ยืนขาเดียว ขี่จักรยาน 3 ล้อ และเดินขึ้นบันไดไม่ได้

การรู้จักและใช้ภาษา

อายุ 10 เดือน ยังไม่เลียนเสียงพูด

อายุ 1 ขวบ ยังไม่เลียนท่าทาง และยังพูดเป็นคำที่มีความหมายไม่ได้

อายุ 1 ขวบครึ่ง ยังไม่สามารถทำตามคำสั่งง่ายๆ ไม่พูดเป็นคำๆ

อายุ 2 ขวบ ยังไม่พูด 2 คำต่อกัน

อายุ 3 ขวบ ยังไม่พูดโต้ตอบ หรือพูดแล้วคนอื่นฟังไม่รู้เรื่องเกินกว่าครึ่ง

การเข้าสังคมและช่วยตัวเอง

อายุ 4 เดือน ไม่หัวเราะ

อายุ 9 เดือน ไม่แยกแยะคนคุ้นเคยกับแปลกหน้า

อายุ 1 ขวบครึ่ง ไม่หยิบของกินเอง

อายุ 2 ขวบ ยังดูดนมจากขวด

อายุ 3 ขวบ ยังไม่บอกเวลาจะอุจจาระ ยังไม่สามารถบอกเพศของตนเอง

ปัญหาพฤติกรรมผิดปกติอื่นๆ

ปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับ การกิน การนอน การขับถ่าย อยู่ไม่สุข ซุกซนผิดปกติ แยกตัว ซึมเศร้า ก้าวร้าว ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและการแนะนำแก้ไขจากคุณหมอ

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

มาเรียนรู้เกี่ยวกับไต และโรคไตกันเถอะ

โดย พญ.เฉลิมศรี ตปนียโอฬาร

ไตคืออะไร

ไตเป็นอวัยวะคู่หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ที่สำคัญสำหรับการดำรงชีวิต ตั้งอยู่ในบริเวณ บั้นเอวด้านหลัง หน้าที่เหล่านี้ได้แก่

1. การขับของเสียและนำส่วนที่ร่างกายได้รับเกินไปออกจากร่างกาย

2. กรองเลือดให้สะอาด

3. ช่วยควบคุมความดันโลหิตของร่างกายให้อยู่ระดับปกติ และควบคุมปริมาณเลือด ที่หมุนเวัยนอยู่ในร่างกายให้พอเหมาะ

ไตทำงานอย่างไร

1. เลือดผ่านจากหัวใจไปทางหลอดเลือดแดงไปยังไต

2. หน่วยกรองของไตส่วนย่อย (Nephrons) จะกรองเอาสารต่างๆจากเลือดที่ผ่านหน่วยกรอง

3. ของเสียที่ถูกกรองผ่านไตส่วนย่อย จะออกไปยังท่อไต ไปเก็บที่กระเพาะปัสสาวะ ในรูปของน้ำปัสสาวะ

4.เมื่อกระเพาะปัสสาวะมีน้ำปัสสาวะอยู่เต็มกระเพาะปัสสาวะจะบีบตัวทำให้น้ำปัสสาวะ ผ่านท่อปัสสาวะออกมาสู่ภายนอก

5. เลือดที่สะอาดที่ออกจากไตก็จะกลับเข้าหัวใจไปทางหลอดเลือดดำ

ทำไมเราถึงต้องรู้เกี่ยวกับโรคไต

เพราะโรคไตเป็นปัญหาสำคัญที่จะทำให้คนที่เป็นเสียชีวิตได้บ่อย แต่ยังมีโชคดีที่บางคน เสียไตไป 1 ข้าง หรือไตทั้ง 2ข้างเป็นโรคเพียงบางส่วน ไตส่วนที่เหลือก็ยังสารมารถ ทำหน้าที่ได้

ชนิดของโรคไต

1. การติดเชื้อ

การติดเชื้อเป็นสาเหตุของโรคระบบทางเดินปัสสาวะที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่

ก. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (cystitis) ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้

ข. กรวยไตอักเสบจากการติดเชื้อ (pyelonephritis) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้ หนาวสั่น ปวดหลัง แต่บางคนอาจไม่มีอาการอะไรเลย

2. มีการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ เช่น มีความผิดปกติแต่กำเนิด หรือมีนิ่วอุดท่อไต เป็นต้น

3. ไตอักเสบ (glomerulonephritis) (โกลเมอยูโรเนฟไฟรติส)

เป็นการอักเสบของหน่วยกรองของไต และเส้นเลือดในหน่วยกรองของไต ซึ่งจะพบ ได้บ่อยในเด็ก ถ้าเป็นเรื้อรัง เนื้อไตจะค่อยๆ ถูกทำลายเสียไป ทำให้เกิดภาวะไตวาย ไตไม่สามารถจะทำงานต่อไปได้

4. เนฟไฟรติส (Nephrosis, Nephrotic Syndrome)

ไตทำงานผิดปกติ โดยมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการบวมตามตัว โดยเฉพาะที่หนังตาตอนตื่นนอน

5. ความตันโลหิตสูง

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตมักจะมีความดันโลหิตสูง การที่มีความดันโลหิตสูงนานๆ จะทำลาย เนื้อเยื่ในไต มีผลทำให้เนื้อไตเสียหายได้ และยิ่งจะทำให้ความดันสูงมากขึ้น และไตก็จะ ถูกทำลายมากขึ้น

6. ความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น การที่ไตข้างเดียว ไตอุดตัน มีถุงน้ำ (cyst) ที่ไต เป็นต้น

7. ไตวาย

ถ้าเนื้อไตเกิดการอักเสบหรือถูกทำลายทั้งหมด ไตจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้ เกิดภาวะไตวายขึ้น ซึ่งอาจจะจำแนกได้เป็น

ก. ไตวายเฉียบพลัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นชั่วคราว และไตอาจจะฟื้นกลับมาทำหน้าที่ได้ดังเดิม

ข. ไตวายเรื้อรัง คือภาวะไตถูกทำลายอย่างถาวร ซึ่งกรณีนี้ไตไม่สามารถจะกลับ มาทำหน้าที่ได้อีกต่อไป

โรคไตหลายๆชนิดสามารถทำให้การรักษาให้หายจนเป็นปกติในระยะแรกได้ แต่ถ้า ไม่ได้ให้การรักษาวินิจฉัยแล้วแต่เนิ่นๆ ก็จะเกิดภาวะไตวายได้

ผู้ป่วยควรจะไปพบแพทย์ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้

1. หนังตาบวมรอบๆตาโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเด็ก

2. อาการบวมทั้งตัวที่ค่อยๆเป็นมากขึ้น หรือมีข้อเท้าบวมบ่อยๆ

3. ปวดหลังบริเวณบั้นเอว

4. ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ

5. ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะเป็นเลือด หรือสีน้ำล้างเนื้อ

6. ความดันเลือดสูง ซึ่งโดยทั่วไปแพทย์จะเป็นผู้ตรวจพบ

แพทย์อาจจะส่งตรวจสิ่งต่อไปนี้เมื่อสงสัยโรคไต

ความดันโลหิต ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด X-ray ตรวจชิ้นเนื้อ (ถ้าจำเป็น)

การรักษา

โรคไตบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ บางชนิดอาจรักษาเพื่อชลออาการ หรือลดความรุนแรงของโรค

1. การควบคุมอาหาร ควรจะต้องควบคุมน้ำ เกลือแร่และโปรตีน ในบางกรณี

2. ให้ยาขับปัสสาวะ เพื่อเพิ่มปริมาณของปัสสาวะ และลดอาการบวม

3. ให้ยาปฏิชีวนะ ในกรณีที่โรคเกิดจากการติดเชื้อ

4. ให้ยากลุ่มสเตียรอยด์ ใช้รักษาเด็กเนฟไฟรติส

5. การผ่าตัด แก้ไขความผิดปกติของไต ซึ่งเป็นมาแต่กำเนิด หรือแก้ไขการอุดตัน ของทางเดินปัสสาวะ

6. การสลายนิ่ว

(แปลและเรียบเรียงจากNational Kidney Foundation USA)

สำหรับในเด็ก

โรคทางไตที่พบบ่อยมักจะเกิดจาก ทางเดินระบบปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อ จะพบ มีความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย ต้องตรวจวินิจฉัยทางรังสี X-ray อาจจะต้องผ่าตัดในบางรายที่จะเป็น

ดังนั้นในเด็กเล็กที่มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่มีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย หรือเลี้ยงไม่โต ควรจะต้องนึกถึงโรคทางไตด้วย

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

โรคไหลตายในทารก

โดย นพ.ประพุทธ ศิริปุณย

ทารกที่ตายอย่างกระทันหัน โดยไม่สามารถอธิบายสาเหตุของการตายได้ คล้ายโรคไหลตาย ในผู้ใหญ่ ปัจจุบันนับว่าเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของทารกในช่วงปีแรกของชีวิตในหลาย ประเทศ เนื่องจากเป็นการตายกระทันหันโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน บางคนจึงเรียกภาวะนี้ ว่าการตายโดยไม่รู้ล่วงหน้าและมักพบในเด็กเล็กที่นอนอยู่ในเตียงเด็ก

การตายอย่างกระทันหันในทารกที่ก่อนหน้านั้นมีอาการปกติดี นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่มี ผลกระทบต่อจิตใจของบิดา มารดา และผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก ได้มีการศึกษาเพื่อหา สาเหตุของภาวะนี้มาตลอดเวลากว่า 30ปี แต่ก็ยังไม่สามารถบอกสาเหตุได้ชัดเจน ภาวะนี้พบได้ประมาณ 0.5 ต่อทารกเกิดมีชีพ 1,000 ราย ในประเทศแถบสะแกนดิเนเวีย จนถึงประมาณ 5 ต่อทารกเกิดมีชีพ 1,000 ราย ในหลายประเทศ ในทวีปยุโรป โดย เฉลี่ยภาวะนี้จะพบได้ประมาณ 1-3 ต่อทารกเกิดมีชีพ 1,000 ราย สำหรับประเทศไทย พบว่ามีรายงานภาวะนี้น้อยกว่าในประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลาย วิธีการเลี้ยงดูทารก ที่แตกต่างกัน อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อุบัติการในแต่ละประเทศแตกต่างกันไป

ภาวะการตายอย่างกระทันหันในทารกมักจะพบในทารกอายุระหว่าง 1-5 เดือน และ พบมากที่สุดที่อายุ 3 เดือนหลังเกิด ส่วนใหญ่มักเป็นในทารกเพศชาย และพบ ในฤดูหนาวมากกว่าฤดูอื่นๆ เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน จึงได้มีการศึกษา ปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่พบร่วมกับภาวะนี้ได้ เช่น

การติดเชื้อ รายงานเก่าๆ มักจะพบว่าภาวะการตายอย่างกระทันหันในทารก มักพบ ร่วมกับการติดเชื้อทางระบบหายใจ แต่ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจน เพราะพบทั้งเชื้อ แบคทีเรียและไวรัสชนิดต่างๆ ไม่มีตัวใดตัวหนึ่งที่พบมากเป็นพิเศษ และส่วนใหญ่ ก็ไม่พบว่ามีการติดเชื้อ

ภาวะโภชนาการ ถึงแม้ว่าทารกที่เกิดภาวะนี้จะมีน้ำหนักตัวเมื่อแรกเกิดน้อยกว่าปกติ การเจริญเติบโตหลังเกิดก็มักจะน้อยกว่าทารกปกติด้วย แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานว่าภาวะ โภชนากรจะมีความเกี่ยวข้องกับภาวะนี้อย่างไร

ปัจจัยเกี่ยวกับมารดา มีปัจจัยทางมารดาที่พบว่าเกี่ยวข้องกับภาวะตายอย่างกระทันหันในทารก เช่น มารดาอายุน้อย, เศรษฐานะไม่ดี, ไม่มีการฝากครรภ์, มารดาติดยาหรือสูบบุหรี่, การไม่ให้บุตรกินนมแม่ เป็นต้น

ท่านอนของทารก ธรรมเนียมการเลี้ยงดูทารกในประเทศไทย มักให้ทารกนอนหงาย เพราะกลัวว่าถ้านอนคว่ำจะทำให้หายใจไม่ออก ตรงข้ามกับประเทศทางตะวันตก ที่เกรงว่าถ้าทารกนอนหงาย เวลามีอาเจียนจะทำให้สำลักได้ง่าย จึงนิยมเลี้ยง ทารกโดยให้นอนคว่ำ จากความแตกต่างของอุบัติการของภาวะการตายอย่างกระทันหันในทารกที่พบน้อย ในประเทศแถบเอเชีย จึงได้มีการศึกษาอย่างจริงจังในหลายประเทศเมื่อเร็วๆนี้ และพบว่า การนอนคว่ำเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่พบร่วมกับภาวะนี้ กลไกการเกิดถึงแม้ว่าจะยัง ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน แต่ก็เชื่อว่าการอุดกั้นของการเดินหายใจจะเกิดขึ้นได้ง่าย ในทารกเล็กๆ ที่ยังไม่สามารถช่วยตัวเอง หรือยกศีรษะขึ้นเองได้ดี (อายุต่ำกว่า 4 เดือน) ปัจจุบันประเทศต่างๆทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา จึงแนะนำให้ทารกเล็กๆนอนหงายหรือ นอนตะแคง เพื่อป้องกันภาวะนี้และพบว่าอุบัติการของทารกที่ตายอย่างกระทันหัน ลดลงอย่างชัดเจน ภายหลังจากที่มีคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้

การใช้ยาในมารดา

การใช้ยาในมารดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาเสพติด มักจะมีผลต่อการเจริญเติบโต ของระบบประสาท ในการควบคุมการหายใจ การนอนหลับของทารก มารดาที่ติดยา หรือใช้ยาต่างๆมากระหว่างตั้งครรภ์ รวมทั้งมารดาที่ติดเหล้าและสูบบุหรี่ จะพบอุบัติการ ของทารกตายอย่างกระทันหันมากกว่าทารกที่มารดาไม่มีประวัติติดยา

การควบคุมการหายใจ

นับว่าเป็นสาเหตุที่เชื่อกันมานานและมีความเป็นไปได้สูง กล่าวคือเชื่อว่าระบบควบคุม การหายใจอาจทำงานผิดปกติ มีการหยุดหายใจนานกว่าธรรมดา อาจเกิดจากศูนย์ควบคุม การหายใจมีความผิดปกติ นอกจากนี้บางรายยังเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการอุดกั้น ของระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากทารกยังควบคุมตำแหน่งของศีรษะไม่ได้ดี จากท่านอน บางตำแหน่งจึงอาจทำให้มีการอุดกั้นของช่องทางเดินหายใจได้

ระบบหัวใจ

หัวใจเต้นผิดปกติ เป็นสาเหตุการตายอย่างกระทันหันในผู้ใหญ่ จึงสันนิษฐานว่าภาวะนี้ อาจเป็นสาเหตุในทารกได้ แต่จากการศึกษายังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน ความผิดปกติ ที่พบมักจะเป็นผลตามมาจากสาเหตุอื่นมากกว่า

การนอนและระดับความรู้สึก

การนอนถึงแม้จะเป็นสรีระวิทยาตามธรรมชาติ แต่ทารกอายุน้อย เมื่อนอนหลับ การควบคุมการหายใจและควบคุมระบบไหลเวียนมักจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมีภาวะขาด ออกซิเจน การตอบสนองในเรื่องการหายใจจะลดลง ขณะเดียวกันมักจะปลุกให้ตื่นได้ยาก กว่าเด็กโต นอกจากนี้ถ้ามีการเจ็บป่วย แม้ไม่รุนแรงแต่ก็จะมีสารบางอย่าง ซึ่งเป็นสารที่ ทำให้ง่วงนอนมากขึ้น จึงมีโอกาสที่จะเกิดทางเดินหายใจดุดกั้น หรือขาดออกซิเจนได้ง่ายขึ้น

เนื่องจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ยังไม่สามารถอธิบายภาวะนี้ได้ชัดเจน สมมุติฐานต่อมา จึงมุ่งไปที่การเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น มีการติดเชื้อหรือเป็นหวัด, การได้รับยาแก้หวัด, ภาวะอากาศเย็น, ทางเดินหายใจอุดกั้น แต่ไม่สามารถช่วยตัวเองโดยการยกศีรษะขึ้น เป็นต้น

แนวทางป้องกันที่สำคัญได้แก่

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

หมูไส้ตัน

โดย พญ.อรรัตน์ น้อยเพิ่ม

“แม่ครับ! ผมปวดท้องครับ” ผมตื่นขึ้นมากลางดึก โอ๊ย! ทำไมปวดท้องอย่างนี้นะเนี่ย วันนี้ผมก็ทำตัวเป็นเด็กดีทั้งวันนี่นา ทำไม่เทวดาถึงมาแกล้งบีบพุงผมเล่นอย่างนี้นะ เอ หรือว่าจะเป็นเจ้าหมูปิ้งชิ้นนั้นน๊ะ ที่ผมพบโดยบังเอิญเมื่อตอนบ่าย ขณะที่ผมกำลัง คลานสำรวจอยู่ในห้องครัว ผมเอามาอมๆดู กลิ่นก็ดีนี่นา ผมจะปวดท้องจากมันได้จริงๆ หรือนี่ โอ๊ยปวดอีกแล้ว “แม่ครับ! ผมปวดท้องอีกแล้ว” ผมพยายามจะตะโกนบอกแม่ให้เข้าใจ แต่มันยากจริงๆนะครับ ผมหัดฟังที่แม่-พ่อ แล้วก็พี่ๆ คุยกับผมมาตั้ง 9 เดือนแล้ว แต่ผม ก็พูดได้แต่ “หม่ำๆ” ไม่อยากจะคุยก็ดูหุ่นผมซะก่อนซีครับ ใครๆก็เรียกผมว่า เจ้าหมูน้อย แต่ตอนนี้เจ้าหมูน้อยของแม่ร้องกรี๊ดเป็นพักๆ โธ่! ก็ลองมาเป็นผมดูบ้างซีครับ เวลาปวดท้อง แต่ละทีมันเหมือนมีใครมาบิดลำไส้ผมเลย แต่สักครู่ก็ค่อยยังชั่วนะครับ พอผมกำลังจะเคลิ้ม หลับซักหน่อยก็ปวดขึ้นมาอีก “เจ้าลูกหมู ร้องไห้ กรี๊ดๆ เหมือนตอนรอง colic เลยนะพ่อ เอ๊ะ หรือจะเป็น colic อีก” ปัทโธ่ แม่ครับ เจ้า Infantie colic น่ะมันร้องไห้ช่วงตอนที่ผมอายุ 3 เดือนแรก นี่ผม 9 เดือนแล้วนะครับ “สงสัยปวดท้องละมั๊งแม่ เหมือนตอนเจ้าเสือเมื่อเดือน ก่อนไง ที่มันท้องเสียน่ะ แต่พ่อก็ว่ามันยังไงๆอยู่นา ร้องยังกับบ้านจะแตก ปกติก็ไม่เคยร้อง ขนาดนี้ ไม่เป็นไรน่า คอยดูอาการมันไปก่อน”

ครับ! แล้วผมก็เริ่มอาเจียน ก็ตอนผมหายปวดท้อง แม่ให้ผมกินนม ผมก็กินครับไม่งั้นเสีย ฟอร์มเจ้าหมูน้อย นมมันก็วิ่งไปวิ่งมาในท้องผมพักนึง แล้วมันก็ออกมาครับ คราวนี้ทั้ง พ่อและแม่โกลาหลกันใหญ่ครับ เพราะผมอาเจียนด้วย แล้วผมก็อึด้วยครับ เรียกว่าออก ทั้งข้างล่างข้างบน ผมเองก็ใช่ว่าจะสนุกนะครับ ทั้งปวดท้อง ทั้งอาเจียน แล้วก็อึ พอสายๆ ผมก็รู้สึกตัวว่าผมคงเหลือแต่กระดูกหมูแล้วแน่ๆ “ลูกตัวร้อนด้วยแล้วจะว่าเป็นท้องเสีย ก็แปลกนะพ่อ อึอยู่หน สองหน อึออกมาก็ยังเป็นเนื้อดีๆอยู่ แล้วนี่ก็ไม่อึเลย แต่ดูลูกโทรมจัง เราไปหาหมอกันเถอะ”

ผมลืมตาตื่นอีกที ผมก็อยู่ในห้องตรวจของป้าหมอแล้วครับ เสียงพ่อกับแม่กำลังเล่าอาการ ของผมให้ป้าหมอฟัง นั่งนับนิ้วกันใหญ่ว่าผมปวดมากี่ชั่วโมงแล้ว สำหรับป้าหมอนั้นถึงเรา จะเคยเห็นกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แต่วันนี้ผมอารมณ์ไม่ดีนะครับ เห็นใจผมด้วย ผมกรี๊ด ใส่เท่าที่แรงของผมจะยังมีอยู่ เป็นนานละครับกว่าผมจะยอมให้ตรวจ มันอาจจะเป็นเพราะ ป้าหมอให้ผมนอนที่ตักแม่แล้วถึงจะค่อยๆตรวจผม “หมูน้อยเป็นไข้นะคะ ชีพจรเบา เร็ว ปากก็แห้งๆ อย่างนี้ หมูน้อยคงจะสูญเสียน้ำในร่างกายไปพอสมควร หมอตรวจท้องของ หมูน้อย มีท้องอืดนิดหน่อยนะคะ คลำได้คล้ายจะมีก้อนบริเวณช่องท้องท้องข้างขวานะคะ” ว่าแล้วในขณะที่พ่อกับแม่กำลังงงๆ ไม่แน่ใจว่าป้าหมอกำลังพูดถึงโรคอะไรกันแน่ ป้าหมอ ก็ใส่ถุงมือล้วงก้นผมกริ๊ดอีกเป็นครั้งที่แปดร้อย แต่ไม่มีใครสนใจผมเลย เพราะเขามัวแต่ไป ตื่นเต้นกับอึของผมก็มันติดปลายนิ้วป้าหมอมา มันเป็นสีแดงๆคล้ายเลือด...เลยครับ

ป้าหมอรีบจัดการให้ผมขึ้นไปให้น้ำเกลือที่วอร์ด มันไม่ใช่ง่ายหรอกครับ เพราะปกติผม มันก็เป็นเด็กจบ ป.4 ไม่มีเส้น อยู่แล้ว ด้วยความอวบอ้วนที่แม่เคยภูมิใจหนักหนา ยิ่งตอน นี้ผมหมดสภาพ เจ้าเส้นเลือดของผมมันยิ่งกลับกลายเป็นเส้นหมี่ไปหมด แต่ก็ไม่เกิน ความสามารถของพี่พยาบาลวอร์ด 3 หรอกครับ ผมก็นอนสะดุ้งเพราะโดนเข็มจิ้มไป แล้วคอยเงี่ยหูฟังป้าหมอคุยกับพ่อและแม่ไปพลางๆ ก็เขาคุยเกี่ยวกับตัวผมนี่ครับ ผมก็ต้องมีสิทธิ์รู้บ้างซี่ “หมูน้อยปวดท้องมาก อาเจียนจนหมดแรง อุจจาระก็มีเลือดอย่างนี้ สงสัยจะไม่ธรรมดา แล้วล่ะค่ะ แน่ะ! ป้าหมอใช้คำที่ทันสมัย ไม่ธรรมดา...เฮอะ เอ้น ไม่ธรรมดา “ยิ่งเมื่อกี้ตอนหมอตรวจร่างกาย คลำที่ท้องคล้ายกับจะมีก้อนด้วย หมอเกรงว่า อาจจะไม่ใช่ท้องเสียทั่วๆไป แต่อาจจะเข้าได้กับ intussusception หรือลำไส้กลืนกันค่ะ แต่ก่อนที่เราจะคุยกันในรายละเอียดของโรคนี้ หมอคงต้องให้หมูน้อยไป x-ray ก่อนนะคะ” ดีครับ ป้าหมอ ถึงผมจะสดชื่นขึ้นมาบ้าง จากน้ำเกลือของป้าหมอ ผมก็ยังปวดท้องมากอยู่ ผมอยากหายครับ แล้วผมก็ได้ถ่ายรูปหล่อครับ พี่ๆบอกให้ผมยิ้มหวาน ผมก็ยิ้มหวานสุดๆ เอ แต่ทำไมแผ่นฟิล์ม x-ray มันถึงเห็นแต่กระดูกซี่โครงกับอะไรก็ไม่รู้ ได้ยินเสียงป้าหมอคุญกับ หมอ x-ray แล้วก็เรียกพ่อกับแม่ผมไปชี้ตรงแผ่นฟิล์มของพุงผม “ตรงนี้คือตำแหน่งของ ลำไส้ที่มีการกลืนกันค่ะ ซึ่งก็ตรงกันกับก้อนที่หมอคลำได้บริเวณหน้าท้องของลูกหมู ถ้าอย่างนี้เป็นอันว่าแน่นอนคะ ลูกหมูน้อยเป็น intussusception แร่ไม่ต้องไปทำ ultrasound แล้ว เมื่อ 2 เดือนก่อนเราก็มีคนไข้ intussusception อายุก็ขนาดลูกหมูนี่แหละ ส่นมาก พวกนี้มักจะเป็นในเด็กต่ำกว่า 2ขวบค่ะ แล้วก็เป็นเด็กที่สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์อย่าง ลูกหมูนี่แหละคะ แต่ case นั้นคลำก้อนไม่ได้ เพราะว่าท้องอืด หมดเลยส่งไปทำ ultrasound ก็พบลำไส้กลืนกันเหมือนกัน “การกลืนกันของลำไส้ หรือเจ้า intussusception นี่ก็คือ ภาวะที่ส่วนของลำไส้เล็ก เคลื่อนตัวเข้าไปตามแนวยาวของลำไส้ส่วนที่อยู่ติดกันทางท้าย มีผลให้เกิดการอุดตันของลำไส้ส่วนนั้น ลูกหมูก็จะเป็นหมูไส้ตัน จึงทั้งปวดท้องมาก และอาเจียน ลำไส้ส่วนนั้นจะอยู่ในภาวะของการขาดเลือดมาเลี้ยงก็จะบวมอักเสบ มีเลือด ออกในผนังลำไส้ ลูกหมูจึงถ่ายมีสีเลือด ซึ่งภาวะนี้เราต้องรีบรักษาค่ะ ถ้าไม่เช่นนั้นจะ เป็นอันตรายถึงชีวิตได้” ป้าหมออธิบายพ่อ-แม่ในขณะที่ทางฝ่ายคุณหมอ x-ray ก็จัด เตรียมอุปกรณ์กันไปพลาง ผมถูกฉีดยา 1 เข็ม ป้าหมอบอกว่ามันจะช่วยให้ผมไม่ปวดท้อง ผมจะได้หลับไม่ร้องเกร็งท้อง ก็คงจะจริงครับ พอคุณพยาบาลถอนเข็มออกจากสายน้ำเกลือ ของผม ผมก็เริ่มง่วง แต่ก็ยังพอได้ยินเสียงแว่วๆครับ

“คุณหมอ x-ray จะเริ่มสวนแป้งผ่านทางก้นของลูกหมู เราสามารถมองเห็นแป้งผ่านเข้า ไปในก้น เข้าสู่ลำไส้ใหญ่ของลูกหมูตามลำดับ เห็นมั๊ยคะ เราดูผ่านเครื่อง fluoroscope ส่วนขาวๆ ทางซ้ายมือนั้นยังไม่ใช่ส่วนของลำไส้เล็กที่ถูกกลืนมานะคะ อันนั้นเป็นอึของ ลูกหมู” เอาละครับป้าหมอเริ่มเปิดรายการทัวร์พิเศษในลำไส้ผมแล้ว “เราเริ่มเห็นลำไส้ เล็กส่วนที่ถูกกลืนแล้วค่ะ ลูกหมูก็ยังโชคดีที่มาโรงพยาบาลเร็ว ถ้ามาช้าลำไส้ส่วนนี้ อาจจะทะลุหรือบวมมากจนเราไม่สามารถจะใช้การทำ Barium enema เพื่อดันลำไส้ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ดี ก็ไม่ใช่ทุกรายนะคะที่ทำ Barium enema แล้วจะดันลำไส้ให้พ้นจากการ กลืนกันได้ เราอาจจะคาดหวังผลสำเร็จได้สัก 70% ถ้าไม่สำเร็จเราก็คงจะต้องทำการผ่าตัด ละค่ะคราวนี้... แต่คุณหมอศัลกรรมเด็กของเราอาจจะไม่ได้โชว์ฝีมือแล้วล่ะค่ะ คุณพ่อ- คุณแม่จะเห็นว่าลำไส้ส่วนที่ถูกกลืนเริ่มดันจนขยับออกไปเรื่อยๆเห็นมั๊ยคะ “.เฮ้อ! ได้ยินแค่นี้ผมก็ชื่นใจแล้วละครับ ผมขอนอนพักหลับซักงีบเถอะนะครับ เมื่อกี้ก็ยังหลับๆ ตื่นๆกลัวจะถูกเชือดเป็นหมูตรุษจีน

คงจะงีบไปนานเหมือนกันล่ะครับ เพราะตื่นมาเห็นท้องฟ้าชักจะมืดสลัวแล้ว เห็นหน้า แม่ยืนยิ้นอยู่ใกล้ๆ “ไม่มีอะไรแล้วนะลูก ไม่ต้องกลัวแล้ว คืนนี้เรานอนพักที่โรงพยาบาล สักคืนพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว”

Intussusception (การกลืนกันของลำไส้)

การกลืนกันของลำไส้ พบได้ในเด็กต่ำหว่า 2 ปี โดยเฉพาะในช่วงระหว่างอายุ 8-9 เดือน ซึ่งมักจะเป็นเด็กที่มีภาวะโภชนาการดี ไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน intussusception ในเด็ก โตต้องมองหาความผิดปกติของลำไส้ ซึ่งจะเป็นจุด leading point เช่น ติ่งเนื้อ (polyp) หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (lymphoma) ตำแหน่งที่พบบ่อย 90% คือระหว่างลำไส้เล็ก กับลำไส้ใหญ่

อาการ - ปวดท้องอย่างรุนแรงเป็นพักๆ

- อาเจียน ระยะหลังมีสีน้ำดี

- ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด current jelly stool

ตรวจร่างกาย

- ไข้ต่ำๆ ช๊อค (ในระยะท้ายของโรคถ้าไม่ได้รับการรักษา)

- ท้องอืด คลำก้อนได้ในช่องท้อง

วินิจฉัย - ประวัติ อาการ และตรวจร่างกาย

- x-ray, ultrasound, สวนแป้ง (Barium enema)

การรักษา

- สวนแป้ง Barium enema)

- ผ่าตัด ในกรณีที่ทำ Barium enema แล้ว ยังไม่สามารถดันลำไส้สู่ตำแหน่งเดิม หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมาตรวจช้า มีอาการอักเสบของลำไส้มาก

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

ก้อนบริเวณศรีษะและคอในเด็ก

โดย ผศ.นายแพทย์สุเมธ ธีรรัตน์กุล

คุณแม่ครับ หนูเจ็บคอจังเลย เด็กน้อยเดินเข้ามากอดแม่พร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้น...

ไหน ขอแม่ดูหน่อยซิ เจ็บตรงไหนลูก ไปโดนอะไรมาหรือ คุณธิดา มารดายุค IMF ทรุดตัวลงกอดไหล่ลูกชายคนเล็กวัยสามขวบทันที สิ่งที่เธอเห็นนั้นไม่เหมือนทุกวัน ก้อนใต้คางของลูกชายที่เคยเห็นเล็กเท่าปลายนิ้วตอนนี้มันบวมแดงและเจ็บ ลูกไม่ยอม ให้จับก้อนใต้คางนั้นเลย

ไปคลีนิคใกล้บ้านดีกว่า ธิดาคิด ...

คุณหมอคะ ลูกดิฉันเป็นอะไรคะ ปกติเขาไม่เคยบ่นเจ็บก้อนนี้เลยนะคะ

หมอหนุ่มตรวจดูสักครู่ก็กล่าวขึ้น หมอคิดว่าก้อนที่คอนี้ไม่ปกตินะครับ มันเกิดการอักเสบขึ้นแล้วหละ อาจยังไม่เป็นหนอง หมอจะจัดยาแก้อักเสบ และยาแก้ปวดให้หนูไผ่ทาน ทานสักระยะ ถ้าไม่ดีขึ้นคงต้องเจาะหนองออกนะครับ ก้อนนี้เป็นมานานหรือยังครับคุณแม่

อ๋อ! มีมานานแล้วละค่ะ สังเกตเห็นตั้งแต่ขวบนึงเห็นจะได้ โตขึ้นเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะเป็นอะไรเลยปล่อยไว้ก่อน

หมอขอแนะนำให้คุณแม่ไปพบหมอผ่าตัดหน่อยนะครับ ก้อนนี้คงต้องให้คุณหมอผ่าตัดเด็ก ช่วยดูด้วยนะครับ จะได้การรักษาที่ถูกต้อง

ห้าวันผ่านไป อาการบวมแดงเริ่มดีขึ้น คุณธิดาพาไผ่มาพบกุมารศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาล

ระหว่างนั่งรอคุณหมอนั้น คุณธิดาคุยกับมารดาเด็กอีกคนที่มาพบแพทย์

ลูกเป็นอะไรหรือคะคุณ

ลูกดิฉันเป็นรูที่คอค่ะ มีน้ำใสๆไหลออกมาคล้ายน้ำลายด้วยค่ะ อ้อ แล้วมีรูที่หน้าหูด้วยค่ะ คุณหมอเขานัดมาผ่าตัดพอดีเด็กเป็นหวัดเลยต้องมาเลื่อนนัดค่ะ ลูกคุณเป็นอะไรล่ะคะ..... คุณแม่ทั้งสองเริ่มนั่งปรับทุกข์กันและกัน

ก้อนหรือรูผิดปกติที่พบบริเวณศีรษะและคอในเด็กอาจถูกสังเกตพบโดยหมอเด็กของลูก หรือด้วยตัวคุณแม่เองดังเหตุการณ์ข้างต้น บางครั้งไม่ทำให้เกิดความผิดปกติ แต่ถ้า ปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ก้อนหรือรูบริเวณคอและศีรษะบางชนิด หมอจึงแนะนำให้ผ่าตัดออก

หมออยากให้คุณแม่ลองหมั่นสังเกตลูกๆด้วยตนเองว่ามีลักษณะดังนี้หรือไม่นะครับ ถ้ามีหรือสงสัยก็ลองให้หมอเด็กประจำลูกช่วยดูให้ก็ได้

ก้อนเกิดจากการหลงเหลือของทางเดินต่อมทัยรอยด์ Thyroglossal duct cyst เป็นก้อน ที่เกิดบริเวณกึ่งกลางลำคอ มองเห็นได้ชัดเจนเวลาให้เด็กกลืนน้ำลาย จะเคลื่อนไหวขึ้นลง ตามการขยับของลิ้น เกิดจากการหลงเหลือของทางเดินของต่อมทัยรอยด์ ทำให้น้ำลาย ลงไปสะสมมักปรากฏเป็นก้อนให้เห็นช่วงอายุ 1-2 ปี ก้อนนี้ถ้าทิ้งไว้จะโตขึ้นและเกิดการ อักเสบทำให้อาจต้องผ่าตัดหลายครั้ง กุมารศัลยแพทย์จะตัดกระดูกอ่อนที่เป็นท่อทางเดิน ของก้อนออกเล็กน้อยด้วย จึงจะหายขาด หลังผ่าตัดเด็กนอนโรงพยาบาลหนึ่งคืนก็เพียงพอ รับรองว่าหายขาด และไม่ทำให้เสียงแหบหรือการกลืนผิดปกติหลังผ่าตัดถ้าทำอย่างถูกวิธี ก้อนชนิดอื่นที่พบบริเวณและต้องวินิจฉัยแยกโรคเช่น ต่อมน้ำเหลือง ซีสต์

รูด้านข้างลำคอ หรือก้อน (Branchial sinuses and cyst)

เด็กบางคนมีน้ำใสคล้ายน้ำลายไหลออกจากรูบริเวณกึ่งกลางด้านข้างของคอ หรือเป็นก้อน (Second branchial sinuses and cysts)   อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง ถ้าเป็นสองข้าง อาจพบในพ่อหรือแม่ด้วยก็ได้ ถ้าโชคร้ายอาจติดเชื้อเป็นหนองอักเสบรุนแรง บางรายคลำได้ เป็นชิ้นก้อนกระดูกอ่อนที่หลงเหลือ

ก้อนหรือรูนี้อย่าเห็นว่าเล็กนิดเดียวไม่เป็นไรนะ มันมักเป็นท่อต่อไปเปิดที่ด้านในของคนใกล้ๆต่อทอนซิลของเรา พวกที่เป็นก้อนมักอักเสบ เป็นหนองง่ายกว่าพวกที่เป็นรูมีน้ำไหลออกมา มักต้องรีบผ่าตัดเร็วกว่าพวกเป็นรูโดย ทั่วไปอายุ 3-6 เดือน กุมารศัลยแพทย์ก็จะรีบผ่าตัดให้แล้ว ถ้าเป็นรูอาจรออายุ 1-2 ปีก็ได้

การผ่าตัดท่อและก้อนดังกล่าวต้องระวังอย่างมากเพราะทางเดินของมันซับซ้อนไม่ใช่เล่น ท่อที่หลงเหลือต้อง ถูกผ่าตัดออกให้หมด ท่อเปิดที่ด้านในต่อมทอนซิลมันทอดผ่านระหว่าง เส้นเลือดแดงใหญ่ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ส่วนท่อที่เปิดบริเวณหูชั้นนอกจะวิ่งผ่าน แขนงของเส้นประสาทที่เจ็ด อย่างไรก็ตามไม่เคยพบปัญหาถ้าอยู่ในมือของผู้ที่ผ่าตัด เป็นประจำ ถ้าไม่ผ่าตัดปล่อยไว้จะเกิดโรคแทรกซ้านที่รุนแรงมากกว่า

ถ้ารูด้านนอกอยู่สูงบริเวณใต้คาง รู ด้านในจะเปิด ที่ช่องหูส่วนนอก (First branchial sinus and cyst) ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเช่นกัน เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบและผ่าตัดยาก

ติ่งเนื้อหน้าหู รู หรือซีสต์บริเวณหน้าหู (Preauricular sinuses and cysts)

ติ่งเนื้อเล็กๆบางทีมีกระดูกอ่อนอยู่ด้วย หรือรูหน้าหูส่วนบน เกิดจากการเจริญผิดปกติ ของใบหู ติ่งเล็กๆจะโตขึ้นตามตัว

รูหน้าหู (Preauricular sinus) ถ้ามีสิ่งคัดหลั่งสีขาวขุ่นออกมาจากรู เกิดจาก sebaceous-like material เป็นข้อบ่งชี้ต้องผ่าตัดเพราะจะทำให้สะสมเกิดการอักเสบ และผ่าตัดออกยาก รูด้านนอกอาจเห็นเป็นรูเดียว แต่ด้านในอาจแยกเป็น 2-3 ทาง การผ่าตัดเลาะออกตอนอักเสบจะยากไม่หายขาดถ้าผู้ผ่าตัดไม่มีความชำนาญเพียงพอ ถ้าเป็นติ่งเนื้อเล็กๆ กุมารแพทย์มักถามความสมัครใจว่าแม่อยากให้เอาออกเลยหรือไม่ ถ้าขั้วเล็ก ใช้ด้ายรัดก็ทำให้หลุดได้เอง ถ้าขั้วใหญ่ฉีดยาชานิดเดียวแล้วตัดออก เย็บด้วย ไหมละลายเส้นเล็ก โตขึ้นแทบไม่เห็นแผลเป็นเลย

รูหน้าหูถ้าเป็นสองข้าง พ่อหรือแม่มักเป็นด้วยเพราะมีส่วนสืบทอดทางกรรมพันธุ์ด้วย ถ้าไม่อยากผ่าตัด ควรหมั่นทำความสะอาดบริเวณรูที่เป็น ถ้าบีบดูจะมีสารขาวๆเหมือน กับที่บีบออกจากหัวสิว เป็นต้นเหตุการอักเสบ เมื่อไรก็ตามที่มีการอักเสบควรรักษา การอักเสบให้หายและผ่าตัด มิฉะนั้นจะเป็นซ้ำทุกราย

ก้อนบริเวณหางคิ้ว (Dermoid cyst)

ก้อนบริเวณหางคิ้วพบได้ตั้งแต่แรกเกิด โตขึ้นตามตัว เกิดจากการม้วนตังของผิวหนัง ชั้นนอกเป็นถุง ในถุงมีสารพวกไขมัน เหงื่อ คล้ายส่วนประกอบในหัวสิว รักษาด้วยการผ่าตัด

ก้อนเส้นเลือด (Hemangioma)

เนื้อเยื่อ เส้นเลือดแคปพิลลารี่โตผิดปกติ ลักษณะโตผิวเหมือนลูกสตอเบอรี่ มักหาย เองเมื่อเด็กอายุ 4-7 ขวบ ถ้าเป็นเนื้องอกเส้นเลือดดำมักลึกลงไปใต้ผิวหนัง บางครั้ง เป็นก้อนใหญ่ (Cavernous hemangioma) ไม่หายเอง อาจยุบลงบ้างเมื่อเด็กโตขึ้น มีรายงานการให้กิน หรือฉีดยาสเตียรอยด์ทำให้เล็กลง

การรักษาเนื้องอกเส้นเลือดแคปพิลลารี่ต้องรีบรักษาเมื่อก้อนเส้นเลือดปิดบังบริเวณตา เพราะตาถูกปิดนาน 2-4 อาทิตย์ ตาอาจบอดได้ ใช้ยาที่มีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดตีบที่ ศัลยแพทย์ฉีดหลอดเลือดของหลอดอาหารที่โป่งพองฉีดเข้าก้อนเส้นเลือดก็ทำให้ยุบได้ แต่ต้องระวังผลข้างเคียงของยาต่อหัวใจ หรือฉีดด้วยยาเสตียรอยด์เข้าที่ก้อน ถ้าเป็นก้อน ไม่ติดอวัยวะสำคัญผ่าตัดได้ควรผ่าตัดออก การใช้เลเซอร์กับเนื้องอกเส้นเลือดดำมักไม่ได้ผล ใช้ได้ผลกับปานแดง (Port wine stain) หรือเนื้องอกเส้นเลือดแคปพิลลารี่

ก้อนเนื่องอกทางเดินน้ำเหลือง (Lymphangioma)

พบได้มากบริเวณคอ และรักแร้ เกิดจากการขยายตัวของท่อน้ำเหลือง หรือโตผิดปกติแต่ กำเนิด ไม่หายเอง โตตามตัว รักษาด้วยการผ่าตัด

ก้อนต่อมน้ำเหลือง (Lymphadenopathy)

มักเกิดจากการอักเสบ มีอาการบวมแดงเจ็บหรือเป็นหนอง หรือโตขึ้นตอบสนองต่อ การติดเชื้อ อาจไม่มีอาการเจ็บ ซึ่งจะค่อยๆยุบลง หลงเหลือเป็นก้อนเล็กๆเคลื่อนไปมาได้ ต้องแยกโรคจากเนื้องอกมะเร็งต่อมน้ำเหลืองซึ่งมักเป็นก้อนโต แข็ง ติดอยู่กับที่ อาจต้อง ตรวจร่างกายอย่างละเอียดและตัดชิ้นเนื้อตรวจ

ก้อนการอุดตันของท่อน้ำลายในปาก Ranula

เป็นก้อนใสใต้โคนลิ้น เกิดจากการอุดตันของท่อต่อมน้ำลายใต้ลิ้น ก้อนจะโตขึ้นช้าๆ ตามเวลา ถ้าท่อน้ำลายแตกออกทำให้อักเสบลามสู่กล้ามเนื้อคอเป็น pseudo cyst

การรักษาต้องผ่าตัด

ก้อนที่ด้านข้างคอและคอเอียง

เด็กคอเอียงเกิดจากหลายสาเหตุ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบเจ็บ ทำให้คอเอียงไปด้านเดียวกัน เพื่อลดแรงตึงทำให้เจ็บน้อยลง อาจเกิดจากกระดูกคอผิดปกติ ตาเหล่ก็ทำให้คอเอียง

เด็กแรกเกิดบางคนมารดาอาจสังเกตพบก้อนบริเวณกล้ามเนื้อด้านข้างคอ สังเกตชัด เมื่อกล้ามเนื้อด้านนั้นหดเกร็งขึ้น เมื่อเด็กอายุมากขึ้นก้อนเนื้อหายไปกลายเป็นพังผืดทำให้ คอเอียง ศีรษะเบี้ยง ตาเหล่ไปทางด้านตรงข้าม

กล้ามเนื้อด้านข้างคอ sternocleidomastoid muscle ด้านที่หดสั้นทำให้คอตกลงด้าน เดียวกัน เนื่องจากกล้ามเนื้อส่วนต้นเกาะที่กระดูกอกและ ส่วนต้นของกระดูกไหปลาร้า ส่วนปลายเกาะที่มุมคางและหลังหู เมื่อกล้ามเนื้อหดสั้นลง คางและหน้าด้านนั้นจะหันไป ด้านตรงข้าม

การรักษา

เมื่อวินิจฉัยได้ระยะแรกมักช่วงอายุ 6 อาทิตย์ ควรให้มารดาเป็นคนทำ จัดให้เด็กนอนราบ มือมารดาด้านหนึ่งยึดไหล่เด็กติดพื้น อีกมือหมุนศีรษะเด็กไปด้านตรงข้ามที่เอียง หรือวาง เด็กคว่ำบนตักและเงยคอเด็กขึ้นหรือหมุนศีรษะไปด้านตรงข้ามกับด้านที่เอียง เปลี่ยนท่า นอนเด็กบ่อยๆจัดวางของเล่นด้านตรงข้ามกับด้านที่ศีรษะเด็กเอียง

ข้อบ่งชี้การผ่าตัด เมื่อเด็กเริ่มมีกระดูกหน้าเบี้ยวไม่เท่ากัน หรือดัดกล้ามเนื้อจนเด็กอายุ 1 ปีแล้วไม่ดีขึ้น การผ่าตัดแพทย์จะเปิดแผลด้านล่างตรงรอยพับคอขนาด 1.5 ซม. และ ตัดกล้ามเนื้อ sternocleidomastoid ให้ขาดจากกัน เด็กนอนโรงพยาบาลคืนเดียวก็ กลับบ้านได้

จะเห็นได้ว่าก้อนหรือรูบริเวณศีรษะและคอมีทั้งที่เป็นอันตรายและไม่เป็นอันตราย และ บางชนิดหายเองได้ ถ้าลูกของคุณพ่อคุณแม่มีลักษณะดังกล่าว ควรให้หมอเด็กหรือ กุมารศัลยแพทย์ตรวจ จะได้คำแนะนำที่ถูกต้อง

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

โรคภูมิแพ้ในเด็ก

โดย พญ.รุ่งเรือง กาญจนภูมิ

โรคภูมิแพ้ในเด็ก ได้แก่ โรคแพ้อากาศซึ่ง รวมถึงโรคหอบหืดและโรคภูมิแพ้ผิว หนัง ปัจจุบันนี้มีความสำคัญอย่าง มาก การศึกษาทางแพทย์พบว่าใน ระยะเวลา 15-20 ปีที่ ผ่านมา อัตราการเป็นโรคแพ้ อากาศและหอบหืดของเด็กนักเรียนในกรุงเทพมหานคร ได้เพิ่ม อัตราสูงถึง 3 เท่าตัวสำหรับโรคหอบหืด และ 2 เท่าตัวของโรคแพ้อากาศ

สาเหตุปัจจัยของการเกิดโรคภูมิแพ้แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มคือ

1. ภาวะภูมิแพ้ที่ถูกควบคุมผ่านทางพันธุกรรม

2. ภาวะกระตุ้นโดยสารแพ้ต่างๆในบ้าน เช่น สารไรฝุ่น ขนสุนัข ขนแมว ซากแมลงสาบ และเชื้อรา เป็นต้น ส่วนสารภูมิแพ้นอกบ้าน ได้แก่ ละอองเกสรของต้น ไม้ ต้นหญ้า วัชพืช ขนสุนัข ขนแมว ขนนก และเชื้อรา นอกบ้าน

3. ภาวะส่งเสริมให้โรคภูมิแพ้รุนแรงมากขึ้น ได้แก่ การ ติดเชื้อของทางเดินหายใจ ควันบุหรี่ ควันไฟ ควันธูป ซึ่งมีสารพิษ เช่น Tar, Nicotine, Aniline, Carbon Monoxide เป็นต้น

จากการศึกษาพบว่าปริมาณสารพิษในควันบุหรี่ ที่ปล่อยออกมาในอากาศจะสูงกว่าควัน บุหรี่ที่สูดเข้าไป ในตัวผู้สูบหลายเท่าตัวประมาณ 3-40 เท่าตัว ทำให้มล พิษควันบุหรี่มี ความสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งในบ้าน พบว่าเด็กที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีผู้ใหญ่สูบบุหรี่ ในบ้าน จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อของทางเดินระบบ หายใจทั้งส่วนบนและ ส่วนล่าง รวมไปถึงการอักเสบ ของหูชั้นกลางได้สูงกว่าเด็กปกติที่อยู่ในบ้านที่ปลอด ควัน บุหรี่ถึง 4 เท่า และเป็นโรคหอบหืดได้มากกว่าเด็ก ปกติถึง 2 เท่า และในเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืดจะ มีอาการกำเริบของอาการหอบได้สูงขึ้นและต้องใช้ยา รักษาโรคมากขึ้น

ภาวะส่งเสริมที่มีความสำคัญในสังคมของเรา คือ มลภาวะของอากาศจากสาร ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฝุ่นละออง ท่อไอเสียรถยนต์ รวมทั้งก๊าซโอโซนและไน โตรเจนออกไซด์ มลภาวะที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มจำนวน มากขึ้นเท่าไร ก็สามารถเพิ่มความรุนแรงของโรคภูมิแพ้ มากขึ้นเช่นกัน

การป้องกันโรคภูมิแพ้ในเด็กแบ่งแยกออกได้เป็น การป้องกันการได้รับสารภูมิแพ้จากการรับประทานอาหาร และการได้รับสารภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ตัวอย่างเช่น หลีก เลี่ยงสารก่อภูมิแพ้จากนม โดยแนะนำให้มารดาเลี้ยง ลูกด้วยนมมารดาอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน และ ให้ทารกได้รับอาหารเสริมหลังวัย 6 เดือน โดยให้อาหาร เสริมที่ก่อภูมิแพ้น้อย เช่น ข้าวบด กล้วยน้ำว้า ฟักทอง น้ำต้มหมู น้ำต้มผัก

หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับทางเดินหายใจ เช่น หลีกเลี่ยงฝุ่น ไรฝุ่น ควันบุหรี่ สัตว์เลี้ยง ในบ้าน เชื้อรา ควันไฟ ควันท่อไอเสีย แป้งฝุ่น น้ำหอม ยาฆ่าแมลง สีทาบ้าน เป็นต้น

โรคภูมิแพ้เป็นโรคเรื้อรังและเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น การป้องกันภูมิแพ้จึงมีความสำคัญและมีผลตอบรับที่คุ้มค่า สำหรับคุณพ่อคุณแม่

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

คำแนะนำเพื่อป้องกันภัยให้ลูกรัก วัย 1-3 ปี

โดย พญ.นิตยา คชภักดี

วัย 12-18 เดือน

จัดบริเวณที่ปลอดภัยให้เด็กมีอิสระที่จะเดิน ปีนป่ายและเล่น โดยอยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่

จัดหาของเล่นที่เหมาะสมกับเด็ก และเล่นกับเด็กด้วย เช่น ลูกบอล กล่องที่ซ้อนกันได้ ของเล่นลอยน้ำ หาของเล่นได้ที่ซ่อนไว้ ของใช้ในบ้านที่ปลอดภัยให้เด็กเล่นเดินผลัก หรือลากจูง

เวลาอุ้มเด็กอย่าถือของร้อนๆ เช่น กาน้ำร้อนไปด้วย

เก็บยา สารเคมี ของมีคม และของร้อนให้พ้นจากสายตาและมือของเด็ก

มีที่กั้นเตียง หน้าต่าง ประตูออกนอกบ้าน บันได และบ่อน้ำ

อย่าให้อาหารที่อาจทำให้สำลักได้ เช่น ถั่ว ข้าวโพด ผลไม้ที่มีเมล็ด

ดูแลความปลอดภัยขณะเดินทางในรถ ล๊อคประตู ให้นั่งด้านหลังและมีที่นั่งของเด็ก คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่ให้เด็กซ้อนมอเตอร์ไซค์

อย่าให้เด็กเล่นถุงพลาสติกและลูกโป่ง

ปิดฝาตุ่ม ฝาโถส้วม หรือถังน้ำ และปิดประตูรั้วใกล้บ่อหรือสระน้ำ แม้เด็กที่ฝึกว่ายน้ำได้ในวัยนี้ก็ไม่สามารถรับรองความปลอดภัย

พาลูกไปรับการตรวจสุขภาพและรับวัคซีนอายุ 12 และ 18 เดือน

วัย 18-24 เดือน

แม้ว่าลูกจะดูเหมือน “รู้ประสา” บอกให้ทำอะไรมักจะทำได้ แต่ยังไม่เข้าใจ “ความีอันตราย” และจะไม่จำคำห้ามของคุณพ่อคุณแม่ เพราะฉะนั้นอย่าปล่อนให้ลูกอยู่ในบ้านหรือในรถเพียงลำพัง และเวลาลูกเล่นใกล้ถนน สระน้ำ สนาม หรือในห้องน้ำ คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเผลอ ต้องคอยดูแลตลอดเวลา

นอกเหนือจากข้อแนะนำช่วงวัย 12-18 เดือน คุณพ่อคุณแม่ควรระวังอย่าให้มีเก้าอ้ หรือโต๊ะ ที่ลูกอาจปีนป่ายขึ้นที่สูงที่อันตรายได้

ลูกวัยนี้จะเลียนแบบพฤติกรรมที่พบเห็น จึงต้องระวังเรื่องสายไฟ ปลั๊กไฟ และสวิทช์ต่างๆ รวมทั้งรีโมทคอนโทรลเปิดปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดจนประตูบ้าน ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายและความเสียหายได้

หาของเล่นที่น่าสนใจ แต่ต้องดูว่าไม่มีสานพิษและไม่แตกหักเป็นชิ้นเล็กที่ทำให้สำลักได้ เช่น หัดเตะบอล ต่อกล่องหรือฟองน้ำ เก็บของเล่นเข้าที่ เล่นสมมติ ช่วยเอาผ้ามาเช็ดพื้นเลียนแบบคุณแม่บ้าง

เวลาสอนหรือห้ามลูก อย่าใช้วิธีรุนแรงหรือขู่มากเกินไป เพราะจะทำให้เด็กตื่นกลัว หรือกระตุ้นให้เด็กรู้สึกต่อต้าน เพราะช่วงนี้เด็กจะเริ่มเป็นตัวของตัวเอง และมีลักษณะ “ยิ่งห้ามยิ่งยุ” คุณพ่อคุณแม่จึงควรจัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย ทำตัวเป็นแบบอย่างและชวนให้ลูกสนใจ ชี้แนะสิ่งที่ถูกต้องจะได้ผลดีกว่า

ให้ของเล่นที่เริ่มซับซ้อนกว่าเดิมบ้าง สีสันและรูปทรงต่างกัน เล่นน้ำเล่นทราย จัดให้ลูกล้างมือหลังการเล่น

เล่นเกมง่ายๆ เช่น แมงมุม จ้ำจี้ ไล่จับ

เวลาฝนตกเด็กๆ ควรทำอย่างไร

เวลาปีนขึ้นบันไดแล้วลงไม่ได้ เด็กบางคนเขาจะหันหลัง ค่อยๆหย่อนตัวลงมา เป็นต้น

เวลาเดินผ่านพื้นที่มีเศษแก้ว หรือน้ำนองลูกจะทำอย่างไร

เวลามีคนแปลกหน้าเอาขนมมาให้ลูกกิน ลูกควรทำอย่างไร

ให้ความสนใจเมื่อเด็นมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โต้ตอบ ยิ้มแย้ม ชมเชยบ้าง แต่ต้องฝึกให้เด็กรู้ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร โดยชี้แนะและให้เด็กมีทางเลือกเองบ้าง

พาลูกไปรับการตรวจสุขภาพและรับวัคซีน อายุ 18 เดือน และ 24 เดือน

วัย 2-3 ปี

ฝึกให้ลูกได้วิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวาง โดยเดินตามเชือกที่โรยเป็นวงกลม

ฝึกการทรงตัวด้วยการปีนป่ายต่างระดับ กลิ้งตัวบนสนาม กระโดด 2 เท้า เป็นต้น

ฝึกความคล่องตัวโดยการหัดกลิ้ง โยนและรับลูกบอลที่เบาๆ ปีนและคลานในที่แคบๆตลอดจนเคลื่อนไหวตามจังหวะ และหยุดเมื่อมีสัญญาณ

เปิดโอกาสให้เล่นกับเด็กอื่นในวัยเดียวกัน และเล่นกลางแจ้ง โดยคอยดูแลใกล้ชิด

พูดคุยและรับฟังเด็ก พยายามอธิบายโดยใช้เหตุผลและเลือกรายการโทรทัศน์ที่เหมาะสมกับเด็กหลีกเลี่ยงรายการที่มีความรุนแรง หรือยั่วยุความสนใจทางเพศ และโฆษณาสินค้าที่กระตุ้นความอยากของเด็กมากเกินไป โดยให้ดูไม่เกินวันละ 1-2 ชั่วโมง และพูดคุยกันในเรื่องที่ดู

อายุ 3 ปี เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาล ซึ่งไม่ควรเน้นเรื่องการเรียนอย่างท่องจำ หรืออ่านเขียน แต่ควรเตรียมความพร้อม เสริมพัฒนาการทุกด้าน ได้แก่ การเคลื่อนไหว สติปัญญา การสือภาษา ด้านอารมณ์และสังคม

ระวังอุบัติเหตุ พลัดตกจากที่สูง สารพิษ ของมีคม จมน้ำ ใช้เข็มขัดนิรภัยเวลานั่งรถยนต์ หลีกเลี่ยงการเอาเด็กนั่งมอเตอร์ไซค์ อย่ายอมให้เด็กถือพวงมาลัยรถแม้ยามจอดอยู่ เพราะเด็กจะแยกแยะไม่ได้ว่าทำไมบางครั้งถือพวงมาลัยได้ แต่บางครั้งทำไม่ได้

สอนลูกให้รู้จักระวังตัวเวลาวิ่งตามลูกบอลที่กลิ้งไปใกล้ถนน แต่ยังไว้ใจให้เด็กวัยนี้ดูแลตนเองไม่ได้ ผู้ใหญ่ยังต้องคอยดูแลใกล้ชิดเวลาเด็กเข้าใกล้สิ่งที่อาจเป็นอันตราย เช่น ถนน สระน้ำ สุนัข

พูดคุยกับลูกเกี่ยวกับการปฏิบัติตัว เวลามีคนแปลกหน้ามาชวนไปไหนด้วย หรือมีใครก็ตามมาสัมผัสตัวแล้วลูกรู้สึกไม่สบายใจ ลูกควรจะทำอย่างไรจึงจะปลอดภัย

ปฏิบัติเป็นแบบอย่างโดยบอกครอบครัวเสมอเวลาจะไปไหน มีการทักทายกันเวลาพบกันและลาเวลาจะจากกัน เพื่อทุกคนจะได้รู้กันว่าใครอยู่ที่ไหน ไม่ใช่ต่างคนต่างไปไม่สนใจซึ่งกันและกัน

พาลูกไปตรวจสุขภาพ อายุ 2 ถึง 3 ปี

พาลูกไปรับการตรวจสุขภาพและรับวัคซีน

เด็กทุกคนควรจะได้รับการตรวจสุขภาพ และรับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคที่สถานพยาบาล ตามตารางในหน้าถัดไป เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัยจากโรคติดต่อ ที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน การพาลูกไปรับการตรวจสุขภาพเป็นระยะๆ ยังช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ สามารถอบรมเลี้ยงดูลูกได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

คุณพ่อคุณแม่ควรนำสมุดสุขภาพเด็กมาด้วยทุกครั้งเมื่อพาลูกไปรับการตรวจสุขภาพ แล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรจะได้รู้ว่า

ลูกเติบโตปกติหรือไม่ บันทึกลงในสมุดสุขภาพหรือยัง

ลูกมีความสามารถด้านต่างๆ สมวัยหรือไม่ ควรเลี้ยงดูอย่างไรต่อจากนี้ลูกจึงจะเก่งและดียิ่งขึ้น

นมและอาหารที่ให้ลูกกินอยู่เหมาะดีหรือยัง ต่อไปต้องเพิ่มหรือปรับวิธีการให้อาหารอย่างไร

ลูกได้รับวัคซีนอะไร บันทึกลงในสมุดสุขภาพหรือยัง กลับไปแล้วจะมีอาการไข้หรืออาการแทรกซ้อนหรือไม่

ลูกมีความผิดปกติอย่างไรหรือไม่ ควรทำอย่างไรต่อไป

มีคำแนะนำเพิ่มเติมอะไร เกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุ การดูแลฟัน การให้ฟลูออไรด์ และการอบรมเลี้ยงดู

คราวหน้าแพทย์จะนัดให้มาอีกเมื่อไร

ตามปกติเด็กควรได้รับการตรวจสุขภาพเมื่อแรกเกิด อายุ 2, 4, 6, 9 และ 12 เดือน ทุก 6เดือน จนถึงอายุ 3 ปี และทุกปีหลังจากนั้น

เด็กที่รับบริการฉีดวัคซีนและบริการตรวจสุขภาพในศูนย์พัฒนาเด็กหรือโรงเรียนอนุบาล คุณพ่อคุณแม่และผู้เลี้ยงดูควรจะติดตามและให้ครูช่วยเติมในสมดบันทึกสุขภาพประจำตัว เด็ก เพื่อที่จะได้รู้ว่าลูกได้รับวัคซีนสร้างภิคุ้มกันอะไรบ้าง เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค อย่างครบชุด อาจจะป่วยพิการ หรือตายจากโรคติดต่อที่ป้องกันได้

วัคซีนบางชนิดจำเป็นต้องให้ซ้ำจนครบชุดจึงจะมีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันโรค คุณพ่อคุณแม่ และผู้เลี้ยงดูจึงควรพาลูกไปตามนัดทุกครั้ง ถ้าหากไม่สามารถไปตามนัดได้ ควรพาลูกไป รับวัคซีนจนครบ โดยไม่ต้องขึ้นต้นใหม่ ดังนั้น การจดการรับวัคซีนทุกครั้งลงในสมุดบันทึก สุขภาพจึงมีความสำคัญ

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

อาการชักในเด็ก

โดย นพ.อนันต์นิตย์ วิสุทธิพันธ์

อาการชัก เป็นอาการที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของการทำงานของสมองชั่วขณะ ซึ่งอาจจะ เกิดได้จากหลายๆสาเหตุโดยที่อาจจะเกิดเพียงแค่ครั้งเดียวหรืออาจจะเกิดซ้ำได้ ทั้งนี้ขึ้น อยู่กับต้นเหตุของอาการชักนั้น เป็นธรรมดาของบิดามารดาหรือผู้ปกครองที่จะเกิดมี ความกังวลอย่างมาก เมื่อเกิดอาการนี้ขึ้นในบุตรหรือเด็กในความดูแล ดังนั้นจึงสมควรที่ควร จะมาทำความเข้าใจกับอาการชักที่เกิดขึ้นในเด็กเพื่อเป็นพื้นฐานความรู้เบื้องต้นในการ ปรึกษากุมารแพทย์ต่อในการดูแลบุตรหลานต่อไป

โดยทั่วไปแล้วมักจะเข้าใจว่าการชักเป็นโรค และมักจะเข้าใจว่าเมื่อเด็กมีอาการชักแล้ว จะต้องมีอาการกระตุกเกร็งเป็นจังหวะ ความเป็นจริงแล้วการเกิดการกระตุกของร่างกาย อาจจะไม่ใช่อาการชักทุกครั้งไป ในทางตรงกันข้ามบางครั้งแล้วอาการชักไม่จำเป็นจะ ต้องแสดงออกด้วยอาการกระตุก อาการเหม่อลอยสั้นๆหรือการแสดงออกทางพฤติกรรม ที่ผิดไปจากปกติก็อาจจะเป็นอาการชักได้ ในเด็กบางคนอาการชักอาจจะเป็นแบบหมดสติ ร่วมกับมีอาการตัวอ่อนทันที ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเด็กเป็นลม อาการผิดปกติ ดังกล่าวเหล่านี้ถ้ามีการเกิดซ้ำๆหลายๆครั้ง ก็เป็นเครื่องชี้ว่าจะต้องปรึกษากุมารแพทย์ เพื่อให้การวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาก็เหมาะสมต่อ

สาเหตุของการเกิดอาการชัก ส่วนใหญ่ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี มักเกิดจากไข้ ซึ่งใน บางครั้งไม่จำเป็นต้องไข้สูง มีรายงานจากต่างประเทศพบว่าในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี นั้น มีอุบัติการณ์ของการชักจากไข้สูงถึง 3% ส่วนในเด็กอายุมากกว่า 6 ปี แล้วเกิดอาการ ชักร่วมกับไข้นั้นไม่จัดรวมอยู่ในกลุ่มนี้ เนื่องจากในเด็กอายุมากกว่า 6 ปี นั้น ไข้จะไม่ทำให้ เกิดอาการชักแต่จะเป็นตัวกระตุ้นความผิดปกติของสมองที่มีอยู่แล้วทำให้เกิดอาการชักขึ้น อย่างไรก็ตามในเด็กทุกวัยที่มีไข้แล้วเกิดอาการชักขึ้น จะต้องได้รับการตรวจร่างกายรวม กับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น

การตรวจน้ำไขสันหลังเพื่อให้แน่ใจว่าอาการไข้และชักนั้นไม่ได้เกิดจากภาวะการติดเชื้อใน ระบบประสาท โดยเฉพาะในเด็กทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ให้การรักษา เฉพาะต่อทันที

เนื่องจากการติดเชื้อของระบบประสาทนั้นอาจจะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตหรือเกิดความ พิการรุนแรงตามมาได้

สาเหตุของอาการชักอื่นๆที่พบได้ คือ ภาวะการเสียสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายโดยเฉพาะที่เกิดตามหลังการเกิดท้องร่วงและ ได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง แต่ในปัจจุบันนี้พบน้อยลง เนื่องจากบิดามารดามีความเข้าใจและ สามารถให้การดูแลเบื้องต้นที่ถูกต้องได้ อย่างไรก็ตามควรพึงระวังในกรณีที่เด็กมีการ สูญเสีย เด็กมีการสูญเสียน้ำและเกลือแร่มาก ทั้งจากการที่เกิดท้องร่วงและจากการอาเจียน ที่มักเกิดร่วม การให้สารละลายเกลือแร่ผงทางปากนั้นต้องให้ให้ถูกต้องตามคำแนะนำของ เกลือแร่ผงชนิดนั้น

การเกิดความผิดปกติของเส้นเลือดในสมองหรือการเกิดมีเนื้องอกสมองและทำให้เกิดอาการ ชักในเด็กนั้นพบได้แต่พบได้น้อยกว่าที่พบในผู้ใหญ่ ถ้าไม่มีความผิดปกติของระบบประสาท อื่นๆร่วมกับอาการชักนั้นโอกาสที่จะเกิดมีความผิดปกติดังกล่าวนี้น้อยมาก โดยทั่วไปไม่มี ความจำเป็นที่จะต้องมีการตรวจเพิ่มเติมทางรังสีวิทยา ยกเว้นว่ามีข้อบ่งชี้ซึ่งต้องพิจารณา เป็นรายๆไป

สาเหตุประการสำคัญอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการชัก คือ โรคลมชักหรือโรคลมบ้าหมู ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Epilepsy โรคลมชักนี้สามารถพบได้ถึง 1% ของเด็ก ลักษณะของ โรคลมชักนี้จะต้องเกิดอาการชักในรูปแบบเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำๆ ในเด็กที่ชักครั้งแรกนั้น บางครั้งไม่อาจจะบอกได้ว่าเป็นโรคลมชักหรือไม่

กุมารแพทย์จะต้องอาศัยการซักรายละเอียดของการชักตลอดจนประวัติต่างๆ เช่น ประวัติตั้งครรภ์ ประวัติการคลอด การพัฒนาการ ตลอดจนประวัติครอบครัว ร่วมกับ การตรวจร่างกายโดยละเอียดเพื่อเป็นแนวทางในการวินิจฉัย การตรวจพิเศษทางห้อง ปฏิบัติการบางอย่าง เช่น การตรวจคลื่นสมอง (Electroencephalography หรือ EEG) การตรวจทางรังสีวิทยา เช่น การตรวจสมองด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (Computer Tomography, CT scan) หรือด้วยคลื่นแม่เหล็ก (Magnetic resonance imaging, MRI) จะเป็นส่วนช่วยในการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

การรักษาอาการชักในเด็กนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุ ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ เช่น ถ้าอาการชักนั้น เป็นอาการของโรคลมชัก ถ้าจำเป็นที่จะต้องกินยาเพื่อป้องกันและรักษา สำหรับ ระยะเวลาในการรักษานั้นขึ้นอยู่กับชนิดของโรคลมชัก โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี โดยในระหว่างนี้จะต้องมีการตรวจติดตามการรักษาเป็นระยะๆและในบางครั้งจะต้องอาศัย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือดหรือการตรวจคลื่นสมอง ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงของอาการชักนั้นๆ

สิ่งสำคัญที่จะต้องทราบคืออาการชักและโรคลมชักนั้นสามารถหายขาดได้ ส่วนหนึ่งขึ้น อยู่กับสาเหตุของอาการชักนั้น และสิ่งสำคัญคือจะต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะการกินยาอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยนำให้เกิดอาการชัก เช่น การ อดนอน การออกกำลังกายหักโหม เป็นต้น

บิดา มารดา หรือ ผู้ปกครองควรจะมีความรู้ในการให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ในกรณีที่ลูกหลานเกิดมีอาการชักขึ้น กล่าวคือ

1. จะต้องรวบรวมสติ อย่าตระหนกกับอาการชักที่เกิดขึ้น

2. จัดท่าทางของเด็กให้อยู่ในท่าที่ปลอดภัยโดยการให้อยู่ในท่านอนหงาย เช่น ถ้าเกิด อาการชักในขณะนั่งให้เด็กนอนราบลง ถึงแม้ว่าขณะนั้นยังคงมีอาการกระตุกหรือเกร็งอยู่

3.ตะแคงศีรษะเด็กไปด้านใดด้านหนึ่งพร้อมกับเชยคางขึ้นเล็กน้อยในกรณีที่มีน้ำลายหรือ เศษอาหารอยู่บริเวณใบหน้าใช้เช็ดออก การทำเช่นนี้จะเป็นการช่วยไม่ให้เกิดอาการอุดตัน ทางเดินหายใจ

4. ห้ามนำวัสดุของแข็งหรือนิ้วมือล้วงเข้าไปในปาก คำแนะนำหรือความเชื่อที่ว่าถ้ามีอาการชักเกิดขึ้นทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ให้เอาของแข็ง เช่น ช้อนหรือนิ้ว หรือพยายามงัดปากเพื่อป้องกันการกัดลิ้นนั้น เป็น คำแนะนำหรือเป็น ความเชื่อที่ผิด ในทางตรงกันข้าม การกระทำดังกล่าวจะก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ที่กำลัง ชักอยู่ เช่น อาจจะทำให้เกิดอันตรายในช่องปาก เลือดออกหรือฟันหลุด หรือทำให้เกิดการ สำลักซึ่งจะทำให้เกิดภาวะสมองขาดออกซิเจนขึ้นได้ นอกจากนี้ยังอาจจะก่อให้เกิด อันตรายต่อผู้ที่พยายามดังกล่าวเช่น ถูกกัดนิ้วได้ และถ้าเกิดกัดลิ้นแล้ว การพยายาม งัดปากไม่เกิดประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น ในกรณีที่เด็กมีอาการชักแบบตัวอ่อน โดยที่ไม่มีอาการ เกร็งตัวร่วมด้วยและขณะนั้นเด็กไม่รู้สติ และอาจจะมีเศษอาหารในปาก ในสภาวะการ เช่นนี้อนุโลมให้เอาเศษอาหารออกจากในปากได้ แต่ถ้ามีอาการชักเกร็งหรือกัดฟันแน่น ตามมา ห้ามพยายามงัดปากหรือเปิดปากเด็ก

5. ในกรณีที่มีไข้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการชักหรือมีไข้สูงร่วมด้วย ให้พยายามใช้น้ำ อุณหภูมิปกติเช็ดตัว ทั้งนี้จากภาวะไข้สูงอาจจะทำให้การชักหยุดได้ยาก

6. ถ้ามียาเหน็บเพื่อหยุดอาการชัก เช่น diazepam suppository (Stesolid ? ) และ บิดามารดามีความเข้าใจในการใช้ยานี้ แนะนำให้ยานี้สวนเก็บทางทวารทันทีตามขนาดที ่แพทย์แนะนำถ้าอาการชักที่เกิดนั้นเป็นรุนแรงหรือมีอาการอื่นร่วม เช่น กัดลิ้นตัวเอง หรือ ถ้าการชักก็เกิดเป็นแบบไม่รุนแรงแต่เป็นการชักที่นานเกิน 5 นาที

7. ให้นำตัวเด็กส่งโรงพยาบาลใกล้บ้านในทันที เพื่อรับการรักษาเฉพาะที่เหมาะสมต่อ

อนึ่งในเด็กที่เคยมีอาการชักจากภาวะไข้สูงนั้น เนื่องจากอาการชักจะไม่เกิดหลังจากอายุ 6-7 ดังนั้นโดยทั่วไป กุมารแพทย์จะเลือกวิธีการป้องกันอาการชักเป็นครั้งคราว มากกว่าที่จะให้ยาต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือภาวะไข้สูงจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการชัก ดังนั้นเมื่อเด็กที่เคยมีไข้สูงแล้วชักและไม่ได้รับยากันชักต่อเนื่อง จะต้องพยายามลดอาการ ไข้สูงด้วยยาลดไข้ ในขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว เช่น paracetomol syrup ร่วมกับการ เช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธีด้วยน้ำธรรมดาซึ่งมีอุณหภูมิปกติไม่ใช้น้ำเย็นหรือน้ำผสม alcohol ตามที่เข้าใจกัน ในกรณีที่แพทย์แนะนำให้ใช้ยาเป็นครั้งคราวเฉพาะเวลาไข้สูง เช่น diazepam โดยให้ทางปากเป็นครั้งคราว ให้ปฏิบัติตัวตามนั้น ถ้ายังคงมีไข้สูงอยู่อาจจะ ต้องพาเด็กไปพบกุมารแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุของไข้ และได้รับการรักษาเฉพาะเจาะจง ต่อไป

สำหรับการรักษาเฉพาะของโรคลมชักแต่ละชนิดนั้น ควรปรึกษาแพทย์เมื่อเลือกใช้ยา ที่เหมาะสมต่อไป พึงระลึกอยู่เสมอว่าส่วนใหญ่ของโรคลมชักนั้นไม่ทราบหาสาเหตุเฉพาะเจาะจงได้ และก็สามารถรักษาให้หายได้ ในช่วงต้นๆของการรักษาอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับยาเพื่อควบคุมอาการชัก ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของยาที่อาจจะเกิดได้ในกรณีที่ใช้ยาขนาดสูงเกินไป นอกจากนี้แล้วโรคลมชักที่เกิดในเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันไป ระยะเวลาที่ใช้ใน การปรับยาตลอดจนขนาดของยาก็จะแตกต่างกันไป เมื่อบิดามารดาหรือผู้ปกครองได้มีความเข้าใจเบื้องต้นเช่นนี้รวมถึงได้มีการพูดคุยปรึกษา กับกุมารแพทย์ถึงแนวทางการรักษา จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การดูแลเด็กที่เป็นลมชักนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

ไข้ออกผื่น Roseolar

โดย พญ.วิไลรัตน์ วิษณุโยธิน

ไข้ออกผื่น เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็ก จริงๆแล้วมีอยู่มากมายหลายโรคทีเดียวที่ทำให้ เด็กๆเป็นไข้แล้วออกผื่นตามมา ที่รู้จักกันดี เช่น หัด หัดเยอรมัน สุกใส แต่ในปัจจุบันมี วัคซีนป้องกันโรคเหล่านี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย และวัคซีนก็มีประสิทธิภาพดี นับวันเรา จะพบเด็กๆเป็นโรคเหล่านี้ลดลง

ยังมีไข้ออกผื่นอีกหลายชนิดที่พบบ่อยในเด็ก และยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ที่เกิดจาก เชื้อไวรัสที่พบบ่อย เช่น ไข้ออกผื่น Roseolar Infantum หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ส่าไข้” บางคนเรียกเก๋ไก๋ว่า “หัดกุหลาบ” เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ ฮิวแมน เฮอรปีสไวรัส-6 ที่จริง แล้วยังมีไวรัสตัวอื่นๆอีก เช่น เอนเทอโรไวรัส, อะดีโนไวรัส ฯลฯ ที่ทำให้เกิดอาการคล้ายๆ กับโรคนี้ แต่พบได้น้อยกว่า

ไข้ออกผื่น Roseolar นี้มักเป็นในเด็กเล็ก อายุระหว่าง 6 เดือน-2 ปี พบได้ตลอดทั้งปี พบบ่อยขึ้นในช่วงปลายฤดูฝนและต้นฤดูร้อน เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่าย เชื่อกันว่าติดต่อ ทางน้ำลาย พบบ่อยว่าเด็กเล็กๆที่แข็งแรงดีมาตลอดมาเป็นไข้ครั้งแรกของชีวิตด้วยโรคนี้ จึงเป็นโรคที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านตกอกตกใจได้มากทีเดียว เพราะอยู่ๆลูกน้อย ก็มีไข้สูงปรี๊ด ประมาณ 39-400c บางรายอาจเกิน 400c โดยไม่ทราบสาเหตุ มักเป็นไข้ สูงลอยอยู่ 2-3 วัน โดยไม่มีอาการอื่นๆผิดปกติร่วมด้วย บางรายอาจมีน้ำมูกใสๆ คอแดง เล็กน้อย หรืออาจมีถ่ายเหลวได้บ้าง บางคนร้องกวนโยเยยามไข้สูง เวลาไข้ต่ำลงเด็ก ยังเดินได้ กินอาหารได้ ไม่ซึม บางคนไข้สูงมากๆอาจมีกระหม่อมโป่งตึงได้ ที่สำคัญคือ อาจชักได้จากไข้สูง ซึ่งพบได้บ่อยประมาณ 5-35% ของเด็กที่เป็นโรคนี้

หลังจากมีไข้สูงอยู่ประมาณ 2-4 วัน ไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว และมีผื่นตามมาหลังจากไข้ลง ประมาณ 24 ชั่วโมง ลักษณะผื่น เป็นผื่นแดง มีตุ่มเม็ดเล็กๆละเอียดกระจายปนกันผื่นแดง ผื่นจะขึ้นบริเวณลำตัวก่อนแล้วกระจายไปที่แขนขา คอ และหน้า ผื่นจะขึ้นจนเต็มตัว อย่างรวดเร็ว และจะอยู่ประมาณ 2 วัน จากนั้นจะจางหายไปหมด ไม่เหลือร่องรอย ด่างคล้ำ อยู่เลย โรคนี้จึงแตกต่างจากโรคหัดหลายอย่างแม้ว่าลักษณะผื่นอาจจะคล้ายกัน หัดมัก จะเป็นในเด็กโตขึ้นมาหน่อย จะมีไข้สูงอยู่ 3-4 วัน มักจะมีอาการไอมาก น้ำมูกมาก ตาแดง ตาแฉะ เบื่ออาหาร อ่อนเพลียร่วมด้วย ไข้ยังไม่ทันลง ก็มีผื่นขึ้นบริเวณหลังหู ก่อนลาม ไปหน้าแล้วกระจายไปลำตัว แขน ขา ผื่นมักจะสีเข้มขึ้นและกลายเป็นรอยด่างคล้ำ ตัวลายๆ อยู่นานเป็นสัปดาห์กว่าจะจางหายไปหมด

สำหรับไข้ออกผื่น Roseolar นี้ ผื่นจะจางหายไปหมดอย่างรวดเร็ว และเด็กจะหายเป็นปกติ   ทุกอย่าง ไม่ค่อยมีภาวะแทรกซ้อน พบน้อยมากที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่ ชักนาน, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ตับอักเสบ เป็นต้น

การรักษาส่วนใหญ่ดูแลรักษาตามอาการ ที่สำคัญคือช่วงแรกๆที่มีไข้ขึ้นสูงมากๆ ควรพยายามลดไข้เพื่อป้องกันการชักจากไข้สูงด้วยการเช็ดตัวบ่อยๆ โดยใช้น้ำอุ่น (ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป) ถ้าไม่มีก็ใช้ประปาแทนก็ได้ เช็ดตามบริเวณของร่างกาย ที่มีเส้นเลือดใหญ่ๆผ่าน เช่น ซอกคอ ข้อพับต่างๆ จะช่วยระบายความร้อนได้ดี

นอกจากเช็ดตัวแล้ว ควรให้ยาลดไข้ที่ปลอดภัยร่วมด้วย ได้แก่ยา paracetamol ให้ตามขนาดน้ำหนักตัวของเด็กคือให้ขนาด 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้ได้ทุก 4-6 ชั่วโมง และให้ดื่มน้ำบ่อยๆ เด็กบางคนที่เคยชักเวลามีไข้สูงมาก่อน แพทย์อาจพิจารณาให้ยากันชักที่เหมาะสมระหว่างที่มีไข้ขึ้นด้วย

โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร เป็นไข้ออกผื่นที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทำ ความรู้จัดไว้ก่อน ยามลูกรักที่อยู่ในวัยดังกล่าว มีไข้สูงเฉียบพลัน โดยไม่มีอาการอื่นๆ ผิดปกติร่วมด้วย อาจเป็นโรคนี้ก็ได้ ควรดูแลลดไข้ให้ดีเพื่อป้องกันการชักจากไข้สูง และคอยหมั่นสังเกตอาการผิดปกติอย่างอื่นว่ามีหรือไม่ เช่น น้ำมูกมาก, ไอ, หอบ, ปวดท้อง, กินได้น้อย, อาเจียน, ถ่ายเหลวหลายครั้ง, ซึมลง ฯลฯ ซึ่งถ้ามีอาการผิดปกติอื่นๆร่วมด้วย ก็อาจไม่ใช่โรคนี้ อย่ารอช้า รีบพามาพบแพทย์ดีกว่าค่ะ

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

เรื่องของฟันในวัยเด็ก

โดย ทญ.สิริกาญจน์ สุทธวงษ์

ตอนที่ 1 : ดูแลรักษาฟันของลูกเริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์

ฟันของลูกขณะตั้งครรภ์ ถึงแม้ว่าฟันซี่แรกจะไม่ขึ้นมาในช่องปากจนกระทั่งลูกอายุ 6 เดือนหลังคลอด แต่ฟันน้ำนมของลูกเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อมารดาตั้งครรภ์ได้ 7 สัปดาห์ แล้วมีการเจริญเติบโตเป็นส่วนต่างๆของฟันตามขึ้นตอนต่อไปนี้

เริ่มจากเป็นหน่อฟัน

เริ่มมีการสร้างที่ส่วนหัวหรือมงกุฎของฟัน (crown)

ส่วน crown เสร็จสมบูรณ์

เริ่มมีการสร้างส่วนของรากฟัน

ฟันขึ้นมาในช่องปาก

การสร้างรากเสร็จสมบูรณ์

ฟันซี่ใดบ้างที่มีการสร้างก่อนเด็กคลอด คำตอบคือฟันน้ำนมทุกซี่และบางส่วนของฟันกรามถาวรซี่ที่หนึ่ง ฟันถาวรซี่อื่นๆจะมีการสร้างหลังทารกคลอดแล้ว

การได้รับอาหารที่ได้สัดส่วนและมีคุณค่าอย่างเพียงพอในมารดาที่ตั้งครรภ์ จะมีผลดีต่อ   การสร้างฟันของเด็กในครรภ์ เด็กจะได้รับแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแร่ธาตุอื่นๆ เพื่อสร้างเนื้อฟันและเคลือบฟันในสมบูรณ์ ถ้ามารดาป่วยหรือรับประทานอาหารไม่ได้ เนื่องจากเหตุใดก็ตาม จะมีผลต่อการสร้างส่วนต่างๆของฟันไม่สมบูรณ์ เมื่อฟันขึ้นมา ในช่องปากแล้วจะมีโอกาสผุได้มากกว่า

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่มีผลต่อฟันของเด็กในครรภ์ถ้า

มารดามีไข้สูงจากติดเชื้อไวรัสหรือจากการติดเชื้ออื่นๆก็ตามใน ช่วงที่ตั้งครรภ์ในเดือนที่ 5-7 จะมีผลต่อการสะสมแร่ธาตุในฟันเด็กได้

มารดาได้รับยาปฏิชีวนะ Tetracycline จะมีผลทำให้ฟันน้ำนมเปลี่ยนสี โดยอาจมีคราบ สีเทาเข้ม เหลืองหรือส้มในเนื้อฟันได้ขึ้นอยู่กับว่ามารดาได้รับยานานเพียงใด ดังนั้นทุกครั้ง ที่มีการตั้งครรภ์ควรแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเพื่อการไม่เสี่ยงต่อการได้รับยา หรือ การฉายแสงที่จะมีผลต่อเด็กในครรภ์ได้ (โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยังมองไม่เห็นว่าตั้งครรภ์)

มารดาคลอดเด็กก่อนกำหนด

สิ่งที่ควรทำเมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์

ไปพบทันตแพทย์เมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ เพื่อตรวจสภาพในช่องปาก ดูฟันผุและเหงือกอักเสบ และการทำความสะอาดโดยการขัดคราบฟัน ถ้าพบมีฟันผุจะได้ทำการรักษาโดยอุดฟันและขูดหินปูนในรายที่มีหินปูนและ เหงือกอักเสบในไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ รวมทั้งการให้คำแนะนำในการทำความสะอาดในช่องปาก

แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ก่อนนอนและหลังอาหารเช้า และใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟัน บางคนอาจมีอาการแพ้ท้อง จะรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนขณะเมื่อแปรงฟันได้ ซึ่งมักจะมีอาการในตอนเช้า อาจแปรงโดยไม่ใช้ยาสีฟันก็ได้ หรือแปรงเมื่ออาการแพ้ทุเลาลงแต่ต้องทำความสะอาดในช่องปากทุกวัน

กินให้ถูกสัดส่วนและเพียงพอต่อความต้องการ กินอาหารที่มีประโยชน์ตามคำแนะนำของแพทย์

ขณะตั้งครรภ์มีความต้องการอาหารมากขึ้น มีการกินจุบจิบมากขึ้น อาจชอบรับประทานอาหารรสเปรี้ยว การกินจุบจิบทำให้มีการสร้างกรดในช่องปากตลอดเวลา รวมทั้งอาหารรสเปรี้ยวจะเป็นกรดกัดกร่อนฟันได้จะพบมีฟันผุได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในหญิงตั้งครรภ์อาจจะทำให้เกิดโรคเหงือก อักเสบได้ง่ายถ้าการดูแลรักษาความสะอาดไม่ดีเพียงพอ ดังนั้นควรหมั่นดูแลรักษาความสะอาดช่องปากจะช่วยป้องกันได้

งดดื่มสุรา สูบบุหรี่ การเสพหรือใช้สารเสพติด

แนะนำคู่สมรสให้ดูแลช่องปากให้สะอาดเช่นกัน เพื่อลดปริมาณจำนวนจุลินทรีย์ในช่องปากของมารดาและบิดาที่จะติดต่อไปยังทารกได้ เด็กแรกคลอดในช่องปากจะไม่มีเชื้อที่มีผลทำให้เกิดฟันผุ แต่หลังจากนั้นภายใน 6-10 ชั่วโมงหลังคลอดก็สามารถได้รับเชื้อ ถ้ามารดามีฟันผุหรือเหงือกอักเสบปริมาณจุลินทรีย์ที่อยู่ในช่องปากจะเพิ่มปริมาณมากกว่าที่มีสภาพปกติ โอกาสที่จะติดต่อไปยังลูกมีมากกว่า

ตอนที่ 2 : การดูแลฟันของลูกในวัยทารก

ทันทีที่เด็กคลอดบิดามารดาต้องเริ่มวางแผน จะต้องเริ่มทำอะไรบ้างในช่องปากให้กับลูก เพราะสิ่งที่ปฏิบัติในช่วงเดือนแรกจะเป็นรากฐานที่จะสร้างให้แก่ลูกไปตลอดชีวิต และไม่ เป็นการเริ่มที่เร็วไปเลยที่จะคำนึงไปถึงฟันถาวรของลูกซึ่งกำลังก่อตัวอยู่ในขากรรไกร ขณะ ที่กำลังรอว่าฟันน้ำนมซี่แรกจะขึ้นเมื่อไร

ควรปฏิบัติตนอย่างไรก่อนฟันของลูกขึ้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรเริ่มต้นคือ มารดาบิดาตลอดจนผู้มีหน้าที่ดูแลเลี้ยงเด็ก ต้องดูแลสุขภาพและอนามัยในช่องปากของตนเองให้สะอาด ทารกไม่มีเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุขณะที่คลอดออกมา แต่ได้รับมาหลังจากคลอดแล้ว โดยการถ่ายทอด (oral bacteria are transferred) จากพ่อแม่ไปยังลูกจากการเล่นคลุกคลี การกอดจูบ การป้อนอาหารโดยใช้ช้อนเดียวกัน หรือการเป่าอาหารให้เย็นก่อนป้อนเด็ก ฯลฯ ดังนั้นการรักษาสุขภาพช่องปากให้สะอาดของพ่อแม่ และผู้มีหน้าที่เลี้ยงดูเด็ก จะช่วยลดจำนวนแบคทีเรียที่จะติดต่อไปให้เด็กได้

รักษาสุขภาพของเด็กให้แข็งแรง ก่อนฟันขึ้นถ้าเด็กมีอาการป่วย ไข้สูงอาจทำให้เกิดการสะสมของแร่ธาตุต่างๆที่ฟันไม่สมบูรณ์ จะมีผลทั้งในฟันน้ำนมและฟันถาวรที่กำลังก่อตัว เมื่อฟันขึ้นอาจทำให้เกิด ฟันผุได้ง่าย หรือมีการสร้างที่ไม่สมบูรณ์ทำให้เนื้อฟันหรือเคลือบฟันผิดปกติ ทำให้ดูไม่เหมือนปกติ พยายามรักษาสุขภาพร่างกายของเด็กให้แข็งแรง ช่วงตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 4 ปี ในช่วงนี้มีการสร้างฟันถาวรในขากรรไกรแล้ว โดยเฉพาะฟันหน้า พึงระลึกเสมอว่าสุขภาพแข็งแรงทำให้ฟันแข็งแรงด้วย

บันทึกประวัติการเจ็บป่วยของลูกไว้ ถ้าลูกมีการเจ็บไข้ได้ป่วยในช่วงขวบปีแรก บางครั้งฟันอาจจะขึ้นมาในช่องปากดูว่าปกติดี แต่เนื่องขากการสะสมแร่ธาตุไม่สมบูรณ์เนื่องจากการเจ็บไข้ได้ป่วยของเด็กทำให้ เด็กมีฟันผุได้ง่ายจะได้เป็นข้อระวังของพ่อแม่ที่จะต้องดูแลทำความสะอาดในช่องปาก ของลูกเป็นอย่างดี

หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะ Tetracycline เพราะจะทำให้เกิดคราบสีในเนื้อฟันถาวรได้

การดูดนม

การดูดนมแม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทารก

ดีอย่างไร ในการดูดนมแม่เด็กก็จะถูกอุ้มให้ศีรษะสูงขึ้น นมแม่จะไหลเมื่อเด็กออกแรงดูด การดูดนมแม่เด็กต้องพยายามใช้ลิ้นและกล้ามเนื้อรอบๆปากในการดูดให้สัมพันธ์กัน เมื่อ เด็กกลืนก็จะเป็นไปตามธรรมชาติของระบบกล้ามเนื้อต่อแรงโน้มถ่วงของโลก

การดูดจะมีผลต่อการพัฒนาของระบบกล้ามเนื้อและขากรรไกร ถ้าแบบแผนที่ผิด ธรรมชาติเกิดขึ้นจะมีผลต่อฟันที่กำลังขึ้นมาในช่องปาก ฟันจะขึ้นไม่เป็นระเบียบ ในที่ๆควรเป็น และเด็กก็จะมีการสบฟันและระบบการบดเคี้ยวผิดปกติ

เมื่อฟันน้ำนมขึ้นมาในช่องปาก ลิ้นจะปรับให้เข้ากับรูปร่างของฟันที่ขึ้นมา ระบบการกลืน จะเปลี่ยนไป ซึ่งหมายถึงเด็กพร้อมที่จะรับประทานอาหารรูปแบบอื่นได้แล้ว

เมื่อเด็กดูดนมขวดแทนนมแม่ หัวนมยางจะมีลักษณะแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง การใช้ กล้ามเนื้อแตกต่างไป นมขวดจะไหลได้ตลอดเวลา ไม่ได้ไหลเฉพาะเวลาดูดเท่านั้น กล้ามเนื้อไม่ต้องออกแรงมาก เมื่อให้นมในท่านอน เด็กจะต้องดันลิ้นออกมา เพื่อจะไม่ได้สำลัก เป็นการเริ่มต้นของการกลืนที่ผิดปกติที่มีลิ้นดุนออกมา ถ้าจำเป็นที่จะ ให้ลูกดูดนมขวดจริงๆ มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงดังต่อไปนี้

ข้อแนะนำในการดูดนมขวด

ใช้หัวนมที่มีรูขนาดเล็กเพื่อลูกจะออกแรงดูด ใช้ชนิดที่ไม่ไหลได้เอง ให้เด็กได้มีโอกาสใช้กล้ามเนื้อแก้ม ลิ้น ขากรรไกร

ให้เด็กดูดในท่าที่ศีรษะยกสูง ให้นั่งหัวสูงขึ้น

ให้เด็กตื่นเวลาดูด เพื่อฝึกให้เป็นเวลา เด็กจะได้เรียนรู้ว่าเวลากินคือเวลากินไม่ใช่เวลานอน

ไม่ควรให้เด็กดูดขวดจนหลับแล้วมีขวดนมคาอยู่ในปาก หรือใช้นมขวดเป็นเครื่องมือให้เด็กหลับ

ให้ฝึกดูดเป็นเวลาและให้ดูดน้ำตามเสมอ เพื่อล้างคราบนมที่ติดอยู่ตามกระพุ้งแก้ม ตามลิ้น และสันเหงือก

เมื่อเด็กนั่งได้ หัดให้ดื่มนมจากแก้ว และพร้อมจะเลิกดูดขวดเมื่ออายุประมาณหนึ่งขวบถึงขวบครึ่ง

ไม่ให้เด็กดูดขวดที่ใส่นม น้ำเชื่อม น้ำผลไม้ หรือน้ำหวาน หลังจากอายุ 1 ปี

ที่สำคัญที่สุดทำความสะอาดช่องปากให้ลูกตอนเช้าและก่อนนอน ทุกวัน

 

การทำความสะอาดในช่องปากให้ลูก

มีคำถามที่ต้องตอบอยู่สองข้อคือ

ทำไมต้องทำ?

การทำความสะอาดในปากทั้งที่ยังไม่มีฟัน โดยการเช็ดสันเหงือก แก้ม และกระพุ้งแก้ม เป็นการกำจัดคราบและเศษอาหารที่ตกค้างออกไป (แม้จะเป็นเพียงคราบนมก็ตาม) ขณะเดียวกันก็เป็นการลดปริมาณแบคทีเรียในช่องปากลงไปด้วย

เพียงถ้าสามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์ (plaque) ออกได้ ปัญหาในช่องปากก็เกือบจะหมดไป แต่ตราบใดที่คนเรายังกินอาหาร และยังมีแบคทีเรียอยู่ในช่องปาก เราก็จะมีคราบฟัน (plaque) มีกรดเกิดขึ้นแน่นอน

ดังนั้นการป้องกันโรคในช่องปากก็คือการทำความสะอาดสม่ำเสมอ และควรเริ่มตั้งแต่ แรกเกิดตั้งแต่ยังไม่มีฟันขึ้นเลย เหงือกที่ปกคลุมอยู่บนสันเหงือกเป็นเนื้อเยื่อชนิดเดียวกับที่ ปกคลุมอยู่บนฟันที่เพิ่งขึ้นใหม่ ชนิดของแบคทีเรียที่อยู่ที่สันเหงือกและที่ฟันที่เพิ่งขึ้นใหม่ เป็นชนิดเดียวกัน การทำความสะอาดสม่ำเสมอนอกจากจะลดจำนวนแบคทีเรียในช่องปาก ลดกรดลงแล้ว ยังเป็นการเตรียมสิ่งแวดล้อมที่ดี สะอาดสำหรับฟันซี่แรกที่จะขึ้นมาด้วย

เป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่ที่จะต้องทำความสะอาดปากและฟันให้ลูก เช่นเดียว กับต้องอาบน้ำให้ลูกทุกวัน

ทำอย่างไร?

วิธีง่ายๆในการทำความสะอาดในช่องปากเด็ก

ให้เด็กนอนศีรษะอยู่บนตัก หันเท้าไปทางอื่น

ในการอ้าปากเด็ก อาจใช้นิ้วชี้สอดไปตามกระพุ้งแก้ม กดที่สันเหงือกในขากรรไกรล่าง

ใช้ผ้าก๊อซสะอาด ขนาดประมาณ 2x2 นิ้ว จับระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ถูไปมาบนสันเหงือกทั้งบนและล่าง รวมทั้งกระพุ้งแก้ม เพดานและลิ้น

เมื่อเด็กมีฟันให้เริ่มแปรงให้ใช้แปรงนิ่มๆแปรงให้ใช้วิธีขยับแปรงถูไปมา ให้เด็กนอนศีรษะอยู่บนตัก ค่อยแนะนำให้เด็กคุ้นกับแปรง อาจมีแปรงอันแรกให้เด็กลองกัดเล่นดูก่อน จนกระทั่งคุ้นเคยให้พ่อแม่หรือคนเลี้ยงแปรงให้ ต้องแปรงให้เด็กทุกวันเช้าเย็น ทุกครั้งหลังกินได้ยิ่งดี ในวัยนี้ยาสีฟันยังไม่จำเป็นเนื่องจากเด็กยังบ้วนไม่เป็น

ฝึกให้เด็กกัดและเคี้ยว ให้เด็กรู้จักกัดและเคี้ยวยิ่งเร็วยิ่งดี ก่อนที่ฟันจะขึ้น สันเหงือกสามารถใช้เคี้ยวได้ดี เมื่อเด็กสามารถคว้าอาหารใส่ปากได้เองแล้วควรกระตุ้นให้เด็กได้เคี้ยว ไม่ว่าจะแข็งหรือเหนียวเด็กก็จะเคี้ยวได้ ลองให้โอกาสเด็กได้เคี้ยว ลองให้ขนมปังปิ้งเหนียวๆ แท่งแครอท แตงกวาหั่นท่อนยาวเอาเมล็ดออก ขนมปังกรอบ หรือฝรั่งกรอบๆเอาเมล็ดออก มะม่วงมัน ฯลฯ แต่ห้ามให้อาหารชิ้นเล็กๆแข็งๆแก่เด็ก เช่น ถั่วอบ เด็กอาจสำลักได้

ถ้าไม่ฝึกให้เด็กเคี้ยวอาหาร บางคนจะมีอุปนิสัยขี้เกียจเคี้ยว ชอบกินแต่อาหารนิ่ม อมอาหารในปากเป็นเวลานานๆ อาจก่อให้เกิดฟันผุได้ง่าย เชื่อว่าสาเหตุหนึ่งของการ มีปัญหาโครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติและฟันเก เกิดมาจากอุปนิสัยชอบกิน แต่อาหารนิ่มๆเป็นเวลานานๆ จนมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของกล้ามเนื้อ ของใบหน้าและขากรรไกร ทำให้การสบฟันและระบบการบดเคี้ยวผิดปกติไป ต้องแก้ไขโดยการจัดฟันเมื่อโตขึ้น

ฟันขึ้น บิดามารดากำลังสงสัยว่าเมื่อไรฟันลูกถึงจะขึ้น บางคนสงสัยว่าลูกจะมีอาการอย่างไร เจ็บปวดไหม มารดาบางคนเริ่มจะรู้สึกว่าขณะดูดนมลูกจะกัดหัวนมทำให้เจ็บปวด อาจถึงเวลาที่จะต้องเลิกนมแม่แล้วเปลี่ยนเป็นนมขวด บางคนจะสังเกตลูกมีน้ำลายไหลยืด โยเย เริ่มหยิบของเข้าปาก บางคนมีอาการไข้ อย่าเพิ่งคิดว่าเหมาว่าฟันลูกกำลังจะขึ้นอย่างเดียว ลองปรึกษากุมารแพทย์ดูเด็กอาจป่วยด้วยสาเหตุอื่นได้ เด็กบางคนจะมีอาการเจ็บปวด บางคนก็ไม่มี สิ่งที่ควรทำในเด็กที่ฟันกำลังจะขึ้นคือ ทำความสะอาดช่องปากของเด็กด้วยก๊อซหมาดๆวันละ 3-4 ครั้ง ให้เด็กได้กัด เช่น ยางสำหรับกัด หรือขนมปังปิ้ง เด็กอาจเบื่ออาหารในช่วงนี้บ้าง ไม่ต้องกังวล

โดยทั่วไปฟันซี่แรกจะขึ้นเมื่อเด็กมีอายุในช่วง 6-14 เดือน ส่วนมากจะเป็นสองซี่หน้า ในฟันล่าง แต่อาจสองซี่หน้าข้างบนก็ได้ เด็กบางคนก็มีฟันขึ้นเร็ว บางคนก็มีฟันขึ้นช้า เวลาการขึ้นของแต่ละคนแตกต่างกันไป ถ้าเด็กมีฟันขึ้นเมื่ออายุ 10-12 เดือนก็ไม่ใช่ เรื่องผิดปกติใดๆ โดยทั่วไปเด็กผู้หญิงมักจะมีฟันขึ้นก่อนเด็กผู้ชาย และมีแนวโน้มที่ จะมีฟันผุได้ง่ายกว่าอาจเป็นเนื่องจากได้มาสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดฟันผุนานกว่า

ก่อนอายุ 3 ขวบเด็กจะมีฟันน้ำนมขึ้นเป็นครั้งคราวจนกระทั่งครบ 20 ซี่ 10 ซี่ ในขากรรไกรบนและ 10 ซี่ในขากรรไกรล่าง ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ มีสิ่งที่พ่อแม่ต้องคำนึงถึง คือการทำความสะอาดฟันและปากให้ลูก

ข้อปฏิบัติเหล่านี้ไม่เพียงจะป้องกันโรคในช่องปาก เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ การเจริญเติบโตของขากรรไกรและกล้ามเนื้อที่ผิดปกติเท่านั้น ยังเป็นการสร้าง อุปนิสัยที่ดีแก่เด็กซึ่งจะติดไปจนเป็นผู้ใหญ่ ในการที่จะกินอาหารเป็นเวลา คุ้นเคยกับการทำความสะอาดช่องปาก และคุ้นเคยกับความรู้สึกสะอาดของปากของตนเอง และได้เรียนรู้ว่าปากและฟันของตนเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเอาใจใส่ดูแล

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

ฝังเข็ม การรักษาแบบโบราณที่ทันสมัย

โดย นพ.กิตติศักดิ์ เก่งสกุล

แม้การแพทย์ในปัจจุบันจะเจริญรุดหน้า ไปมากสักเพียงไร แต่ต้องยอมรับว่า โรคและ อาการผิดปกติบางอย่าง ยังไม่มีวิธีการรักษาใดที่ได้ผลดีเป็นที่พอใจ ต่อให้ใช้ เครื่องมือ และยาที่มีราคาแพงที่สุด ผู้ป่วยอัมพาตก็ยัง ไม่ดีขึ้น ต่อให้มียาแก้ปวดหัวไมเกรนเม็ดละ 200 บาทมากิน โรคก็มิได้หายขาด ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ก็อาจจะ กลับมาปวดใหม่ ในปัจจุบันโรคที่รักษายากทั้งหลาย มีการวิจัยยาหรือเครื่องมือที่มีราคาแพงขึ้นทุกที เช่น ยาลดไขมันในโลหิตเม็ดละ 60 บาท ยาแก้อาเจียนเข็ม ละ 800 บาท ยาเหล่านี้ ทำให้ ทั้งคนไข้และประเทศของ เราจนลง เพราะต้องซื้อจากต่างประเทศนำเข้ามา

การแพทย์แผนใหม่...ก้าวไปข้างหน้าแต่ลืมเหลียวมองข้างหลัง

ในโลกปัจจุบันทั้งหมดและประชาชนถูกสอน ให้เชื่อแต่สิ่งที่อธิบาย พิสูจน์ได้ ดังนั้น การรักษาที่ บรรพบุรุษของเราเคยอาศัยใช้ดำรงชีวิต และได้ผลดี หลายอย่างจึงมิได้ถูก สนใจหันมามอง

เป็นที่น่าเสียดายที่เราคิดแต่จะหยิบฉวยแต่สิ่ง ที่จะมีมาในอนาคต โดยมิได้นำเอาความรู้ ที่สะสมมา นานนับร้อยนับพันปี เฉพาะที่ได้ผลดีมาใช้รักษาโรค ภัยไข้เจ็บ...เราได้ทิ้งมัน ไปเฉยๆ ทั้งๆที่มีการรักษาโรค ที่ดีอยู่ใกล้ตัวเรา แต่เราหลับตามองมัน เราจึงไม่เห็น เช่น การนวดแผนไทย (ของแท้) ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็น วิธีการนวดที่ดีที่สุดในโลก การรักษา โดยการปักเข็ม แบบจีน ซึ่งใช้รักษาประชาชนจีนและคนในโลกมานาน เป็นพันๆปี...ไม่เชื่อ ถามท่านซือกงดู ว่าควรปล่อยให้ การรักษาดีๆแบบนี้ลอยนวลอยู่ โดยไม่นำมาใช้รักษา ผู้ป่วยหรือเปล่า

อดีตอันรุ่งเรือง

การฝังเข็มนับว่ามีมาช้านานราว 4,000 ปีใน ประเทศจีน แต่หลักฐานแน่ชัดถูกบันทึกครั้งแรก พบเข็ม ที่ทำจากหินเมื่อ 2,500 ปีกว่าๆ 2,000 ปีก่อนในราชวงศ์ ฮั่นมีการบันทึกตำราแพทย์ เกี่ยวกับการฝังเข็มและมี การพัฒนาเข็มที่ทำด้วยเงินและทอง และการฝังเข็ม ถือเป็น การรักษามาตรฐานที่ดีที่สุด

การฝังเข็มนั้นคาดว่าได้เข้ามาในเมืองไทย เมื่อมีการติดต่อกับจีนในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ประมาณ 700 ปีก่อน และกระจายสู่ประเทศอังกฤษ เมื่อ 125 ปีก่อน จากนั้นไปสู่ยุโรป ญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 1898 มีรายงานการรักษาผู้ป่วยจาก ยุโรปเป็นระยะ และเป็นที่นิยมใน ฝรั่งเศส และเยอรมัน ในกรุงปารีสมีการจัดตั้งสมาคมฝังเข็มนานาชาติ

ส่วนอเมริกาเริ่มตื่นตัวเมื่อประธานาธิบดี Nixon เดินทางไปเยือนจีนปี 1972 และได้มี การแสดง การฝังเข็มแทนการดมยาสลบให้ผู้ป่วยเพื่อทำผ่าตัด

จากนั้นมีงานวิจัยมากมาย ทั้งในด้านผลการ รักษา และกลไกที่อธิบายการรักษาแบบ ฝังเข็ม... โลกทั้งโลกจึงเข้าใจว่า มันเป็นวิธีรักษาที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง และมิใช่เรื่องมาโกหก เล่นๆอีกต่อไป

ปี 2515 มีการตั้งแผนกฝังเข็มอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในโรงพยาบาลของรัฐ ที่โรงพยาบาลศิริราช

ความลึกลับที่ค่อยๆถูกเฉลย

ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ได้พบ หลักฐานที่นำมาอธิบายผลของการรักษา ด้วยการฝัง เข็มได้หลายอย่าง เช่น การปักเข็มลงบนจุดฝังเข็มทำ ให้เกิดการหลั่งของสาร คล้ายมอร์ฟีนในประสาทส่วน กลางทั้งสมองและไขสันหลัง รวมทั้งประสาทส่วน ปลาย สารเหล่านี้ก็ให้ผลระงับปวดได้เช่นเดียวกับที่เรา ฉีดมอร์ฟีนในผู้ป่วย แต่ปลอดภัยกว่าเพราะ เป็นสิ่งที่ร่าง กายสร้างขึ้นเอง

การฝังเข็ม ยังทำให้ระบบประสาทหลั่งสารออก มาหลายอย่าง และสามารถยับยั้ง อาการเกร็งของ กล้ามเนื้อ ทำให้อาการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อและเส้น เอ็นหมดไป ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตก็จะสามารถขยับ เขยื้อนแขนขาได้ดีขึ้น

การฝังเข็ม ทำให้เพิ่มการไหลเวียนเลือดและ สารจำเป็น (micro circulation) ทำให้บริเวณ นั้นมีการ ซ่อมแซมตัวเองได้รวดเร็วขึ้น อาการบวม ฟกช้ำ เลือดคั่ง ก็จะหายเร็วขึ้น

งานวิจัยในโรคเส้นโลหิตในสมองแตก พบว่า ผู้ป่วยที่ฝังเข็มจะมีเลือดคั่งในสมองลดจำนวนลงได้ รวดเร็วกว่าพวกที่ให้กินยาอย่างเดียว ซึ่งสามารถ พิสูจน์ได้จากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของสมอง

ในผู้ป่วยอัมพาตจากเส้นโลหิตตีบ กลุ่มที่ฝังเข็มรักษามีอัตราเร็วของการฟื้นตัวมากกว่าและ ทุพพลภาพน้อยกว่ากลุ่มที่รักษาด้วยยาอย่างเดียว (Sallstrom et al 1995)

ในผู้ป่วยปวดศีรษะไมเกรนพบว่าจากการ ศึกษา ติดตามผลนาน 3 ปี ผู้ป่วยกลุ่มที่ทำ ฝังเข็มใช้ยา น้อยลงประมาณ 50% เพราะอาการดีขึ้น (Baischer 1995)

การฝังเข็ม ยังมีผลโดยตรงต่อระบบประสาท อัตโนมัติ

จุดฝังเข็มบริเวณหน้าแข้งสามารถทำให้การ บีบตัวของลำไส้ และกระเพาะอาหารลดลง อาการปวด ท้องจึงหายไปได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

จุดฝังเข็มบริเวณข้อมือและแขนท่อนล่างยังมี การตอบสนองให้ความดันโลหิตที่สูงเกิน ไปกลับเป็น ปกติ และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะกลับเป็นปกติได้

การฝังเข็มเชยหรือทันสมัย

ข้อมูลล่าสุด ณ เวลานี้ โรงเรียนแพทย์ในสหรัฐ อเมริกาประมาณ 60 กว่า% มีแผนกฝังเข็ม หรือมีการ เรียนการสอนวิชาฝังเข็มอยู่

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดประชุม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการฝังเข็มจากนานาประเทศ ครั้งแรกของโลกในกรุงปักกิ่ง เมื่อปี ค.ศ. 1979 และได้ กำหนดรายชื่อโรคที่แนะนำให้ การฝังเข็มเป็นทางเลือก ในการรักษาไว้ 43 โรค ต่อมา 1995 ได้จัดประชุมครั้งที่ 2 และได้ เพิ่มรายชื่อโรคเป็น 58 โรค

ในปัจจุบันพบว่ามีโรคมากกว่ารายชื่อเหล่านี้ ที่นำการฝังเข็มรักษามาช่วยสนับสนุน การรักษาแผน ปัจจุบันได้ดี

อยากจะกล่าว ณ ที่นี้ว่าหากท่านยังมองข้าม การรักษาชนิดนี้ไป นับว่าเชยอย่างยิ่ง ยิ่งเป็นโรคที่หาทางรักษาทางใดก็ไม่ได้ดี ควร คิดว่าอาจมีอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้ อย่าทำตัว เหมือนคน หิวกระหายน้ำกลางทะเลทราย ยังซมซานหาแหล่งน้ำ แต่ลืมไปว่าตัวเอง กำลังสะพายกระติกซึ่งมีน้ำบรรจุอยู่

การฝังเข็มแพทย์แผนโบราณ หรือแผนปัจจุบัน

คำตอบไม่มี อยู่ที่คนคิดและคนปฏิบัติ จะไป สนใจอยู่ทำไม ในเมื่อมีการรักษาอยู่ อย่างหนึ่งที่ทำให้ คุณหายได้ โดยไม่มีอันตรายและไม่ต้องเสี่ยงต่อการแพ้ยา

โดยส่วนตัวเห็นว่าหากเราทำแบบโบราณ ก็จะ เป็นแผนโบราณ หากเราคิดวิเคราะห์โรค แบบแผน ปัจจุบันและนำมันมาใช้แบบปัจจุบันก็ย่อมทำได้

แนวคิดในการรักษาแบบจีน

แนวคิดของแพทย์แผนจีนอธิบายว่าโรคเกิด จากการเสียความสมดุลย์ระหว่าง Yin-Yang

Yin (หยิน) และ Yang (หยาง) เป็น 2 อย่างที่อยู่ตรงข้าม กันเสมอ เช่น เย็นกับร้อน หยุดนิ่ง-เคลื่อนไหว เป็นต้น

การเสียความสมดุลอันนี้อาจเกิดจากอิทธิพล จากภายนอก เช่น ดินฟ้าอากาศ ความร้อน, หนาว เชื้อโรค อาหาร และสารพิษ... หรือเป็นมาจากภายใน

การปักเข็มลงบนจุดฝังเข็มจะช่วยปรับสมดุลย์ ให้กลับมาใหม่ และช่วยกระตุ้นให้มีการ บูรณาการ ซ่อม แซมตามธรรมชาติ

อวัยวะต่างๆในร่างกายจะมีพลังของมัน (vital energy) เราอาจเรียกแบบหนังจีนว่า พลังลมปราณ (Qi - ซี่) พลังเหล่านี้จะมีทิศทางไหลเวียนโคจรไปตามร่าง กายที่ถูกต้อง แน่นอน เช่น ซี่ของกระเพาะจะต้องไหลลง อาหารจึงไปสู่ลำไส้ได้ หากซี่ของกระเพาะ โคจรกลับ ทางเป็นขึ้น ก็จะเกิดอาการผิดปกติ คือ อาเจียน

การไหลเวียนของพลังอวัยวะต่างๆหากผิด ทิศทางหรือเกิดการอุดกลั้นเดินไม่สะดวก ก็จะเกิด อาการของโรค เกิดความเจ็บปวด เกิดเลือดคั่ง ของเสียคั่ง

การปักเข็มจะช่วยทะลุทะลวงให้ลมปราณ ไหลเวียนได้ใหม่ และปรับทิศทางให้ถูกต้อง อาการ ปวดและความผิดปกติของอวัยวะนั้นก็จะหายได้

รู้ได้ยังไง ว่าจุดไหนรักษาโรคได้

คนจีนในอดีตใช้เวลา 4,000 ปีในการทดลอง ทดสอบและบันทึกต่อเนื่องกันมาแก้ไขกันไป ไม่น่า แปลกใจเลยว่า การบ้านที่ยากขนาดนี้จะทำเสร็จส่งมา ให้พวกเราได้ศึกษาต่อใน ลักษณะค่อนข้างสมบูรณ์

จุดฝังเข็มเหล่านี้เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เมื่อ มีผู้คิดค้นเครื่องมือ สำหรับค้นหาจุดฝังเข็ม และพบว่า จุดต่างๆที่แพทย์จีนได้บันทึกไว้ ล้วนแล้วแต่เป็นจุดที่มี ความต้านทานไฟฟ้า ต่ำทั้งสิ้น หมายความว่าเมื่อเรา กระตุ้นจุดเหล่านี้ด้วยพลังงาน แม้เพียงจำนวนน้อย ก็มีผล ต่อร่างกายมากกว่าจุดอื่นๆบนผิวหนัง แล้วคน จีนโบราณรู้ได้อย่างไรว่าเป็นจุดที่มี ความต้านทาน ไฟฟ้าต่ำ?? น่าฉงนไหมในความฉลาดของท่านเหล่านั้น

จุดฝังเข็มและเส้นทางลมปราณ

ในร่างกายมนุษย์จะมีเส้นลมปราณที่เป็น ทิศทางการไหลเวียนของอวัยวะต่างๆหลักๆอยู่ 12 เส้น และเส้นพิเศษอีกจำนวนหนึ่ง

จุดฝังเข็มนั้นเป็นจุดที่มีอิทธิพลต่ออวัยวะ ต่างๆ และอาการต่างๆ จุดเหล่านี้วางเรียงรายตาม แนวเส้นเหล่านี้ โดยมีความตื้นลึกจากผิวหนังแตก ต่างกัน

หากเราปักจุดที่ถูกต้องก็จะมีผลในการรักษา โรคของอวัยวะต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฝังเข็มเหรือ...น่ากลัวจัง

คนที่กลัวคือคนที่ไม่รู้ มนุษย์มีสัญชาตญาณ ในการกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นเสมอ จริงๆแล้วคำว่า “ฝังเข็ม” เป็นการบัญญัติศัพท์ผิดมาตั้งแต่ต้น เพราะเรา มิได้ฝังมันเข้าไว้ในตัว แต่เราปักเข็ม ลงบนจุดรักษา แล้วคาเข็มไว้ 20-30 นาที อาจจะกระตุ้นไฟฟ้าเบาๆ จากถ่านไฟฉาย เพื่อ ให้ผลการรักษาดีขึ้น หรือกระตุ้น ด้วยมือแบบต้นฉบับของจีนก็ได้

เข็มที่ใช้ก็แสนจะเล็ก บางเฉียบ เช่น โตเพียง 0.20, 0.22, 0.25, 0.30 มม. คือหนากว่า เส้นผมหน่อย เดียว หากใช้เข็มแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งก็จะปลอดเชื้อแน่ นอน

เข็มที่ใช้ปักไม่คมแบบเข็มฉีดยา จึงไม่ค่อยเจ็บ และแม้ถอนเข็มออกเลือดก็ไม่ค่อยจะออก เหมือนเข็ม แทรกลงไประหว่างเนื้อเยื่อ มิได้ตัดเนื้อเยื่อแบบเข็มฉีดยา

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ ติดใจ และขอให้ช่วยทำให้อีก จนหายจากโรค...

ข้อดีของการฝังเข็มที่น่าสนใจ

1. เมื่อเราปักเข็ม ถามว่าจะเห็นผลเมื่อไหร่ ต้องตอบว่าเมื่อเราปักเข็มลงตรงผิวหนัง ราก็จะมอง เห็นเงาของมันทันที นั่นคือมันรักษาโรคทันที

2. การรักษาแขนงฝังเข็มเป็นการรักษาแบบ 2 ทิศทาง เพราะมันช่วยปรับสมดุล ยกตัวอย่างเช่น

- ความดันโลหิตสูง การปักเข็มจะทำให้ความดันโลหิตลดลงมาจนปกติ แต่จะไม่เว่อร์ไปจนความดัน โลหิตต่ำเหมือนการกินยา

- หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะก็เช่นเดียวกัน จะ ค่อยๆกลับมาเต้นเท่าปกติ แต่ไม่ใช่จากเร็วกลายเป็น ช้าเกินไป

- อาการปวดท้องเกร็งในลำไส้ เพราะลำไส้บีบ ตัวมากเกินไป เมื่อปักเข็มก็จะบีบตัว ลดลงจนเป็นปกติ แต่ไม่ลดมากไปจนไม่เคลื่อนไหวจนท้องอืด ท้องผูก แบบกินยา

3. ไม่ใช่แก้ปวดแบบยาแก้ปวดอย่างเดียว แต่ ยังช่วยปรับการทำงานของอวัยวะเป็นการ รักษาโรค ไปพร้อมกันเลย เช่น มีผู้ป่วยปวดประจำเดือนทุกเดือน จนวันหนึ่งปวดมาก หลังจากทำฝังเข็ม 1 เข็มที่หน้าแข้ง และกระตุ้นด้วย.... มีอาการเย็นๆในท้อง และหายปวด สนิท ภายในเวลา 5 นาที จากวันนั้นจนวันนี้นาน 3 เดือนเศษ อาการปวดประจำเดือน ไม่มีอีกเลย

4. ไม่ต้องเสี่ยงต่อการแพ้ยา และปฏิกิริยาของ ยาที่มีต่อกัน คนเราไม่ใช่กระปุกออมสิน เวลาเป็นโรค 3-4อย่าง ก็หยอดยา กินยา 7-8 ชนิด ยาเหล่านี้จะมี ปฏิกิริยาต่อกัน ในตัวเราเสมอ ไม่ใช่ 1+1 เป็น 2 เสมอ บางทียา 1 อย่าง+อีก 1 อย่างเป็น 2 ให้ผลดีขึ้น แต่พอ บวกอีก 1 แทนจะกลายเป็น 3 กลับกลายเป็นติดลบ 2 คือเกิดโทษและอันตรายต่อผู้ป่วย

ดังนั้นการฝังเข็มรักษาจึงเหมาะสำหรับผู้ป่วย ที่มีความจำเป็นต้องรักษาโรคในขณะที่ มียาจะกิน หลายชนิดอยู่แล้ว

5. เรากลับพบว่าไม่ว่าเราจะปักเข็มรักษาโรค ใดก็ตาม โรคอื่นๆก็มักพลอยดีขึ้นตามไป เป็นเงา เช่น โรคเบาหวานดีขึ้นจนถอยยาแทบไม่ทัน และในระยะ ต่อมากลับลดยาลด ความดันโลหิตได้อีกด้วย

เราปักเข็มรักษาอาการปวดเมื่อยคอแล้ว โรคไมเกรนกลับหายไป เป็นต้น

ที่เป็นเช่นนี้เพราะการปักเข็มมีผลในแนวบำรุง ร่างกายและปรับสมดุลของอวัยวะต่างๆ อวัยวะต่างๆก็มี อิทธิพลต่อกันเสมอ ผลลัพธ์คือผู้ป่วยดูมีสุขภาพทั่วไปดีขึ้น

6. ปลอดภัย มีรายงานน้อยมากสำหรับการ ฝังเข็มที่จะเกิดอันตรายกับผู้ป่วยที่เกิดอันตราย มักเกิด จากผู้ที่มิได้มีความรู้ทางการแพทย์ แต่มาอาศัยวิธี ฝังเข็มทำมาหากิน เมื่อไม่รู้ว่า มีอะไรอยู่ข้างใต้จุดฝัง เข็มที่ผิวหนังนั้น จึงไม่กลัวอะไรเลย ปักตามสบาย ก็จะเกิด อันตรายได้

- คนแก่

- คนแพ้ยาหลายชนิด

- คนท้อง

จึงเหมาะสำหรับการรักษาด้วยการฝังเข็ม เข็มไม่มีผล ต่อเด็ก มีจุดฝังเข็มเพียง 2-3 จุด จากจำนวนพันจุดที่ ไม่ควรปักในคนท้อง นอกนั้นปลอดภัย

เมื่อแรกเริ่มการฝังเข็มเป็นการรักษาอันหนึ่ง ซึ่งผมเองคิดว่าไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ แต่ต่อมาเมื่อ ศึกษาและได้รับการถ่ายทอดจากอาจารย์ซึ่งเป็น แพทย์จีนแท้ๆ ด้วยวิธี การที่ถูกต้อง กลับพบว่ามันให้ผล การรักษามากกว่าที่คิดไว้มาก บางครั้งเกือบจะบอก ได้ว่ามหัศจรรย์ ด้วยประสบการณ์ที่มีจำกัด แต่ถูกขอร้องให้เขียนบทความนี้ ผมจึงขอถ่ายทอดสิ่งที่ได้ ประสบกับการรักษาผู้ป่วยให้ฟังพอเป็นแนวทางตัดสิน ใจว่า “การฝังเข็ม” เป็นวิธีการรักษาที่ดีหรือไม่

1. การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวด และเกร็ง บริเวณต้นคอและท้ายทอย สะบัก-ไหล่ ได้ผลดีทุกราย แม้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีด/กิน และทำกาย ภาพบำบัดมานาน 7-8 เดือน ไม่ทุเลาเท่าที่ควร ก็ยัง สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้อย่างมาก อาการปวดบริเวณ หลัง ก็เช่นเดียวกัน

2. อาการปวดตามกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น อักเสบต่างๆ ได้ผลดีมากทุกราย

3. อาการปวดศีรษะไมเกรน การปักเข็มสามารถ ลดความรุนแรงของโรคได้มาก ทำให้กิน ยาน้อยลงมาก

4. อาการปวดท้องเฉียบพลันจากทางเดิน อาหารอักเสบและปวดประจำเดือน การปักเข็ม สามารถ ทำให้หายปวดได้รวดเร็วกว่ายาฉีดเข้ากล้าม และมี ผลดีต่อเนื่อง เชื่อว่าการปักเข็ม นั้นนอกจากทำให้หาย ปวดแล้ว ยังช่วยรักษาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ให้ด้วย

5. อัมพาตของแขน ขา การปักเข็มควรทำภาย ใน 10 วันหลังเกิดอาการ พบว่ากลุ่มผู้ป่วย เส้นโลหิตตีบ ให้ผลดีกว่าเส้นโลหิตในสมองแตก ยิ่งทำภายใน 36 ชั่วโมงยิ่งให้ผลการรักษา ที่ดีกว่าผู้ป่วยที่รักษาด้วยยา อย่างเดียว

ส่วนผู้ป่วยที่เป็นมานานแล้ว การปักเข็มก็ยัง ให้ผลดีสามารถลดอาการปวด อาการเกร็ง ซึ่งทำให้ผู้ ป่วยเคลื่อนไหวและใช้งานไม่สะดวก กลับใช้แขน ขาที่เป็นอัมพาตได้

ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการกลืนจากลิ้นแข็ง เกร็ง กินอาหารทางปากไม่ได้ เมื่อปักเข็มพบว่า ผู้ป่วย สามารถกลับมากลืนและกินอาหารทางปากได้ไม่ต้อง ใส่สายให้อาหารทางจมูก หรือผ่าตัด - ส่องกล้องใส่สาย ให้อาหารทางหน้าท้อง

6. ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมและอักเสบเรื้อรัง หากไม่ เป็นจนกระทั่งกระดูกเสียรูปไปมาก การปักเข็มให้ผล เท่าเทียมกับการฉีดยาเข้าข้อ นับว่าได้ผลน่าประทับใจ

7. การลดน้ำหนักโดยการฝังเข็มได้ผลดี แทบ ไม่ต้องกินยาช่วยเลยก็ยังลดได้ดีเกือบทุกราย และไม่ เกิดผลเสียเหมือนกับการกินยาลดน้ำหนักทั่วไป

ผู้ป่วยที่มีโรคหลายอย่าง และต้องกินยามาก อยู่แล้ว หรือสูงอายุจะเหมาะสำหรับ การรักษาแบบ นี้มาก

8. ผู้ป่วยที่เจ็บคออย่างรุนแรงจากคออักเสบ เฉียบพลัน จนพูดไม่ได้ กินอาหารไม่ได้ สามารถปักเข็ม ให้หายเจ็บคอได้ ภายในเวลาไม่กี่นาที

ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างโรคที่พบบ่อย และพบว่าการรักษา ได้ผลดีไม่แพ้วิธีรักษาด้วยยา ใดๆ หรือบางครั้งอาจจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากความ ตั้งใจดั้งเดิมที่พยายามจะศึกษา เรื่องการฝังเข็ม ก็ เพราะว่าจะนำมารักษาโรคที่แพทย์มาตรฐานรักษาแล้ว ไม่หาย หรือ ไม่ได้ผลดี เช่น อัมพาต ไขสันหลังได้รับ อันตราย อาการปวดเรื้อรัง ดังนั้นจึงได้มีโอกาสรักษา ผู้ป่วยที่รักษายากๆ และพบว่าช่วยผู้ป่วยได้มาก เช่น ผู้ป่วยรายหนึ่งถูกยิง กระสุนได้ทำให้ ไขสันหลังช่วงเอว ได้รับอันตราย ผู้ป่วยเป็นอัมพาตของขาทั้ง 2 ข้าง ขา ซ้ายเกร็งขัด และ ปวดตลอดเวลา ขาขวารู้สึกร้อนเหมือน ไฟลวกตลอดเวลา อุจจาระเองไม่ได้ต้องเอามือล้วง ออกวันละหลายครั้ง เพราะล้วงทีเดียวไม่หมด ปัสสาวะ เองไม่ได้ต้องสวนปัสสาวะออกเอง วันละหลายครั้ง ขณะนี้พบว่าสามารถถ่ายอุจจาระได้เอง โดยใช้ยา ระบายช่วยเพียง เล็กน้อย ปัสสาวะราดไม่มีแล้ว อาการ ปวดขาร้อนๆหายไป อาการเกร็งขาซ้ายลดลงมาก เหลือ เพียงบริเวณข้อเท้า ขาที่เป็นอัมพาตเริ่มแข็งแรง กล้ามเนื้อเพิ่มมาก และเริ่มเกาะ เดินได้

บทสรุป

การรักษาด้วยการฝังเข็มอย่างถูกวิธี เป็นการ รักษาที่ปลอดภัย และให้ผลการรักษาดี ในหลายโรค (ดังรายชื่อโรคข้างท้ายนี้ ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ให้คำแนะนำว่า การฝังเข็ม เป็นประโยชน์ ในการรักษา) ในอาการหลายอย่าง สามารถนำมา เสริมการรักษาวิธีอื่นๆหรือใช้เป็น การรักษาโดดๆ แพทย์สามารถที่จะเลือกใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยได้ ปรากฏการณ์ บางอย่างอธิบายไม่ได้แต่พิสูจน์ได้ ปรากฏ การณ์บางอย่างมองไม่เห็น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มี จริง ใครจะไปรู้ว่าการรักษาง่ายๆแบบนี้ให้ผลเกินคาด

ในอนาคตอาจเป็นวิธีที่เอาไปใช้ในอวกาศก็อาจเป็นได้ เราอาจจะไม่ต้องใช้เข็มปักผ่านเนื้อ แต่มีวิวัฒนาการใช้ Laser, Microwave หรือ Ultrasound กระตุ้นตรงจุดฝังเข็ม ก็ยังอาจ ให้ผลการรักษาได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมี เครื่องมือใหม่ๆที่จะใช้ได้หลายอย่าง เช่น

1. Microwave Resonance Therapy (M.R.T.)

2. Infrared Laser Acupunture

3. Low Energy Ultra-Sounds และอื่นๆอีกมาก

 

Revised Draft

Indication of Acupuncture

WHO June 1995

1. Acute tonsillitis, pharyngitis

and laryngitis

2. Alcohol addiction

3. Allergic rhinitis

4. Athletics syndrome

5. Biliary ascariasis

6. Biliary colic

7. Biliary dyskinesia

8. Bronchial asthma

9. Cardiac neurosis

10. Cervical myofascitis

11. Cervical spondylitis

12. Chronic pains of the locomotor system (neck, shoulder, spine, knee etc.)

13. Constipation

14. Correction of abnormal fetal position

15. Depression

16. Diarrhoea

17. Drug addiction

18. Dysmenorrhoea

19. Enuresis

20. Epicondylitis (tennis elbow)

21. Female infertility

22. Gallstone

23. Gastroptosis

24. Headache

25. Hemiplegia and other postapoplectic sequelae

26. Herpes zoster

27. Hiccup

28. Hypertension

29. Hypotension

30. Impotence

31. Incontinence of urine

32. Induction of labour

33. Irritable bowel syndrome

34. Leucopenia Male sterility

35. Meniere's syndrome

36. Migraine

37. Morning sickness

38. Myalgia

39. Myofascitis

40. Myopia in children

41. Nausea and vomiting

42. Obesity, simple

43. Pain after tonsillectomy

44. Pain after tooth extraction or pulp devitalization

45. Pain during childbirth

46. Periarthritis humeroscapularis (frozen shoulder)

47. Postoperative pain

48. Radicular pain syndrome

49. Renal colic

50. Retention of urine

51. Rheumatoid arthritis

52. Sciatica, lumbar pain

53. Sprain and contusion

54. Temporomandibular joint dysfunction

55. Tension headache

56. Tobacco addiction

57. Trigeminal neuralgia

58. Urinary stone

 

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

เรารักหัวใจ

โดย นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา

ในภาวะเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแพงขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลรัฐบาลหรือเอกชนก็ตาม ผลดีคือเป็นการเตือนให้เราคิดถึงการป้องกันโรคมาก ยิ่งขึ้น ความเป็นจริงแล้วใครๆก็รู้ว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” แต่น่าเสียดายที่โรค บางโรคตัว เราเองมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดขึ้น เช่น โรคเอดส์ กามโรค โรคอ้วน เป็นต้น แม้ว่าโรคหัวใจขาดเลือดเกิดจากความเสื่อมของร่างกายแต่ก็เป็นโรคหนึ่งที่พฤติกรรมของ เรามีส่วนทำให้เกิดโรคเร็วขึ้น

โรคหัวใจขาดเลือดคืออะไร

กล้ามเนื้อหัวใจก็เช่นเดียวกันกับกล้ามเนื้อทั่วไปคือต้องการเลือดไปเลี้ยงโดยผ่านทางหลอด เลือดเลี้ยงหัวใจ เรียกว่าหลอดเลือดโคโรนารีย์ ซึ่งมีขนาดเล็กมาก เมื่อหลอดเลือดนี้เกิด การตีบ หรือ ตัน ไม่ว่าจากสาเหตุใดๆก็ จะเกิดกลุ่มอาการของโรคที่เรียกว่า “โรคหัวใจขาดเลือด” ได้แก่ อาการเจ็บหน้าอก กล้ามเนื้อหัวใจตาย ผลตามมาคือภาวะ หัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวายจนกระทั่งเสียชีวิต สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้หลอดเลือดเลี้ยง หัวใจตีบเกิดจากไขมันโคเลสเตอรอลและหินปูน (แคลเซียม) ไปสะสมอยู่ในผนังด้านใน ของหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลไม่สะดวก กล้ามเนื้อหัวใจขาดอาหารและออกซิเจน จึงเกิด อาการเจ็บแน่นหน้าอก หากหลอดเลือดอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจจะตาย ซึ่งเป็นการสูญเสีย อย่างถาวร

เมื่อเราเกิดมาหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจยังสะอาดอยู่ ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น รับประทาน อาหารที่ล้วนแต่อุดมไปด้วยไขมัน ไขมันเหล่านี้จะเริ่มไปสะสมที่หลอดเลือดทั่วร่างกาย แต่ที่จะเกิดปัญหามากในอนาคตคือหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ ขบวนการสะสมนี้ใช้เวลา นับสิบๆปีกว่าจะทำให้เกิดอาการ การศึกษาศพทหารอเมริกันที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนาม ทหารเหล่านี้อายุยังน้อย แต่พบว่าเกิดการสะสมของไขมันในหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจขึ้นแล้ว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

การศึกษาจากประเทศตะวันตกพบว่าปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดโรคนี้ได้แก่ อายุ (เพราะเป็นโรคของความเสื่อมด้วย) เพศชาย (ฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง ช่วยป้องกันโรคนี้) พันธุกรรม   การสูบบุหรี่   ไขมันโคเลสเตอรอล  เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และความเครียด ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้มากข้อก็ยิ่งมีโอกาสเกิดโรค มากเป็นทวีคูณ

ป้องกันอย่างไรดี

เมื่อดูจากปัจจัยเสี่ยงจะเห็นว่าบางข้อเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม เป็นต้น แต่หลายข้อสามารถหลีกเลี่ยงได้ คำแนะนำในการป้องหันโรคหัวใจขาดเลือดมีดังนี้

หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง

ไขมันโคเลสเตอรอลเป็นไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนประกอบที่ สำคัญของเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์สมอง แต่หากมีไขมันนี้มากเกินไปจะเกิดการ สะสมของไขมันในผนังของหลอดเลือดได้ ไขมันที่ร้ายที่สุดคือโคเลสเตอรอลชนิด แอล-ดี-แอล ในทางกลับกันไขมันโคเลสเตอรอลชนิด เอช-ดี-แอล เป็นไขมันชนิดดีที่ช่วย ป้องกันโรคหัวใจ ปัจจุบันเราแนะนำให้ควบคุมระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดไม่ให้เกิน 200 แอล-ดี-แอล ไม่เกิน 130 และ เอช-ดี-แอล ควรมากกว่า 35 (ยิ่งมากยิ่งดี) มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ไขมันโคเลสเตอรอลส่วนใหญ่มาจากไขมันจากสัตว์และพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว (น้ำมันพืชชนิดอื่น เช่น รำ ถั่วเหลือง ข้าวโพด ไม่มีโคเลสเตอรอล) ดังนั้นหลักสำคัญของการลดระดับไขมันในเลือดคือการควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่เรา เห็นๆว่ามีไขมันสูง เช่น หมูสามชั้น เนื้อติดมัน หนังเป็ด หนังไก่ ข้างขาหมู ข้างมันไก่ กะทิ เนย พิซซา เบอร์เกอร์ เป็นต้น โคเลสเตอรอลยังมีมากในเครื่องในสัตว์ สมองสัตว์ ไข่แดงจาก ไข่ทุกประเภท (แต่ไม่พบในไข่ขาว) อาหารทะเลบางชนิด เช่น กุ้ง ปลาหมึก หอยนางรม มันปู การรับประทานมังสะวิรัติ หรือแม้กระทั่ง “เจเขี่ย” ก็ช่วยลดไขมันโคเลสเตอรอลได้ดี แต่ไม่ควรรับประทานไข่แดงเกิน 2 ฟองต่อสัปดาห์ นอกจากนั้นอาหารประเภทที่มีกากมาก เช่น ข้าวกล้อง ข้าว ซ้อมมือ ซีเรียล ผลไม้ ก็มีส่วนช่วยลดการดูดซึมของไขมันเช่นกัน ไขมัน เอช-ดี-แอลอาจเพิ่มให้สูงได้โดยการออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าการ ดื่มไวน์ หรือแอลกอฮอล์ (ทุกประเภท) ในปริมาณน้อยๆ (1-2 แก้วต่อวัน) จะช่วยหัวใจโดย เพิ่มไขมัน เอช-ดี-แอล แต่ความเป็นจริงแล้วผลเสียของแอลกอฮอล์ต่อระบบอื่นๆมี มากกว่าผลดีมาก จึงไม่มีแพทย์ท่านใดแนะนำให้ดื่มไวน์ป้องกันโรคหัวใจ

เลิกบุหรี่

ผู้ที่สูบบุหรี่หรือแม้แต่ผู้ได้รับควันบุหรี่สม่ำเสมอโดยไม่ได้สูบเอง ก็เสี่ยงต่อการเกิดโรค หัวใจขาดเลือดมากขึ้น การสูบบุหรี่ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นอีกมากมาย ทั้งๆที่รู้ว่า อันตรายต่อตนเองและผู้อื่น แต่ก็ยังมีผู้สูบบุหรี่อยู่อีกมาก การสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ไม่ใช่สิทธิส่วนตัวแต่ประการใด เนื่องจากควันบุหรี่ไปทำอันตรายต่อผู้อื่นด้วย หากเลิก บุหรี่โดยเด็ดขาด พบว่าโอกาสเสี่ยงจากโรคหัวใจขาดเลือดจะลดลงเรื่อยๆ จนใกล้เคียง ผู้ไม่สูบบุหรี่ ดังนั้นแม้คุณจะเกิดโรคหัวใจขึ้นแล้ว ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะเลิกบุหรี่

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์ต่อหัวใจคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิค หมายถึง การออกกำลังกายต่อเนื่อง เป็นจังหวะ หายใจสม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น การเดินเร็วๆ วิ่ง ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน เต้นแอโรบิค เป็นต้น กิจกรรมดังกล่าวต้องทำต่อเนื่องครั้งละ 20-30 นาที 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์จึงจะเป็นประโยชน์ต่อหัวใจ แม้ว่ากีฬาบางชนิด เช่น กอล์ฟ แบดมินตัน เทนนิส จะเป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ไม่ใช่ชนิดแอโรบิค การออกกำลังกายแบบแอโรบิค อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ไขมันชนิดดี คือ เอช-ดี-แอล สูงขึ้น ไขมันชนิดนี้ช่วยลดการสะสม ของไขมันในผนังหลอดเลือด ผลดีอย่างมากของการออกกำลังกายคือช่วยให้จิตใจแจ่มใส ไม่แก่เร็ว หุ่นดี ระบบขับถ่ายปกติ และทำให้ควบคุมเบาหวาน ความดันโลหิตสูงได้ดีขึ้นด้วย คุณควรเลือกชนิดการออกกำลังแบบแอโรบิคที่เหมาะสมกับคุณ

ควบคุมเบาหวานและความดันโลหิตสูง

ทั้งเบาหวานและความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดเสื่อมเร็วขึ้น ผลดังกล่าวเกิดขึ้นกับ หลอดเลือดทั่วร่างกาย แต่ที่จะมีปัญหามากก็คือหลอดเลือดที่ตา ไต สมอง และหัวใจ เป็นต้นเหตุสำคัญของอัมพาต ไตวาย และโรคหัวใจขาดเลือด การควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจะช่วยชลอการดำเนินโรคได้ ดังนั้นท่านควร ควบคุมอาหาร รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรซื้อยามา รับประทานเอง

ทำจิตใจให้ผ่องใส

บุคคลที่มีบุคคลิกภาพโกรธ ฉุนเฉียวง่าย ทำงายแข่งกับเวลา อยู่กับความเครียดตลอด พบว่าสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด และยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาแทรกซ้อน ขึ้นในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจอยู่แล้ว ดังนั้นหากทำจิตใจให้สงบ แจ่มใส มองโลกในแง่ดี ทำสมาธิ อาขช่วยได้ ผลดีอื่นๆที่ตามมาคือสุขภาพจิตดี มนุษยสัมพันธ์ดี ทำให้มีชีวิตอย่างมีความสุข

ทั้ง 5 ประการเป็นเรื่องที่ พูดง่าย แต่ทำยาก เนื่องจากเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งปรับได้ยากในผู้ใหญ่ จริงๆแล้วไม่ยากเกินความสามารถของทุกคน แต่ต้องมีความ ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะทำก่อน บุคคลรอบข้ง เช่น ครอบครัว ละเพื่อน ก็มีส่วนสำคัญมาก ที่จะช่วยให้สำเร็จ (หรือล้มเหลว) สิ่งที่ทำง่ายกว่า คือ เริ่มปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีเหล่านี้ ตั้งแต่เด็ก ให้รู้จักเลือกรับประทาน (แต่ไม่ใช่เลือกมาก) ไม่สูบบุหรี่หรือใช้สารเสพติด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส หากเด็กไทยทำได้เช่นนี้ เชื่อว่าอีก 10-20 ปีข้างหน้าโรคหัวใจขาดเลือดและโรคอื่นๆควรจะลดลง แพทย์โรคหัวใจคงตกงานมากขึ้น !!!

 

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

โรคหัวใจโต

โดย นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา

“คุณหมอครับ วันนี้ผมพาคุณแม่มารักษาโรคหัวใจโตครับ”

“หมอคะ...หัวใจโตไหมคะ เคยมีคุณหมอบอกว่าโตกว่าปกติ ต้องระวังตัว”

“ผมเป็นโรคหลายโรคครับ ทั้งความดัน เบาหวาน หัวใจโต”

คำถามเหล่านี้ได้ยินกันเสมอในหมู่อายุรแพทย์ และ แพทย์โรคหัวใจ เป็นความเข้าใจผิด ที่พบได้บ่อยๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่มี “โรคหัวใจโต” มีแต่ “ภาวะหัวใจโต” ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ หัวใจก็เป็นอวัยวะเช่นเดียวกันกับอวัยวะอื่นๆ เมื่อต้อง ทำงานหนักมากกว่าปกติ หรือมีปัญหาอื่นๆ ก็อาจทำให้ขนาดหัวใจโตขึ้น ดังนั้น หัวใจที่โตขึ้น จึงไม่ใช่ “โรค” แต่เป็นผลตามมาเนื่องจากโรคอื่นๆ

หัวใจโต โตจากอะไร

ขนาดหัวใจที่โตกว่าปกตินั้น อาจแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ โตจากกล้ามเนื้อที่หนาตัว กว่าปกติ ลองนึกภาพคนเล่นกล้าม นักเพาะกาย กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น เพราะทำงานหนัก กล้ามเนื้อหัวใจก็เช่นกัน หากต้องทำงานหนัก บีบตัวมากๆ เช่น ในกรณีความดันโลหิตสูง หรือ ลิ้นหัวใจตีบ ก็ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้นได้ อีกประการหนึ่งคือขนาดของหัวใจโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวไม่ดี มีเลือดคั่งค้างในห้องหัวใจมากคล้ายลูกโป่งใส่น้ำ ทำให้ ขนาดโตขึ้น มีหลายโรคที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจ ที่เป็นดาราประจำก็คือความดันโลหิตสูง ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว หัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย เบาหวาน เป็นต้น นอกจาก นั้นแล้วโรคของกล้ามเนื้อหัวใจที่หนากว่าปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ โรคหัวใจจากแอลกอฮอล์ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งเช่นกัน

รู้ได้อย่างไรว่าหัวใจ

ภาวะหัวใจโตไม่จำเป็นต้องมีอาการผิดปกติใดๆ หากจะมีอาการก็จะเป็นอาการเนื่องจาก โรคที่เป็นต้นเหตุและอาการจากหัวใจล้มเหลว เช่น เหนื่อยง่าย หอบ แน่นหน้าอก เป็นต้น การตรวจร่างกายจะบอกได้หากหัวใจมีขนาดโตมาก แต่โดยทั่วไปแล้วการตรวจร่างกาย จะมุ่งหาสาเหตุของหัวใจโตมากกว่าที่จะบอกขนาดของหัวใจ

การตรวจที่จำเป็นคือคลื่นไฟฟ้าหัวใจและเอกซเรย์ทรวงอก (ปอดและหัวใจ) หากกล้ามเนื้อ หัวใจหนากว่าปกติมากหรือเคยมีปัญหากล้ามเนื้อหัวใจตายมาก่อน จะแสดงให้เห็น จากคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แต่อย่างไรก็ตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นการตรวจที่มีความไวต่ำ หมายความว่าแม้คลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติก็มิได้หมายความว่าหัวใจไม่โตหรือไม่มีโรคหัวใจ ขาดเลือด คลื่นไฟฟ้าหัวใจอาจบอกว่าโต แต่จริงๆแล้วไม่โตก็ได้

เอกซเรย์ทรวงอกบอกขนาดหัวใจได้ดีพอสมควร แต่ก็ผิดพลาดได้ง่าย เพราะขึ้นกับเทคนิค ระยะห่างระหว่างหัวใจกับฟิล์ม การหายใจ เป็นต้น บ่อยครั้งที่ดูว่าหัวใจโตจากเอกซเรย์ แต่จริงๆแล้วขนาดหัวใจปกติ ไม่โตเลย ในทางกลับกันเอกซเรย์บอกว่าปกติแต่ความจริง มีกล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติมากก็เป็นได้ ต้องเข้าใจว่าการตรวจเหล่านี้ล้วนมีข้อจำกัด ทั้งสิ้น บ่อยครั้งที่แพทย์สั่งตรวจพิเศษเหล่านี้หลายๆอย่าง ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลมากที่สุด เพื่อประกอบการตัดสินในการให้ความเห็นและรักษา กรุณาอย่าคิดว่าแพทย์สั่งตรวจมากๆ เพราะไม่เก่งหรือเพราะต้องการค่าแพทย์มากๆ

ตรวจวิธีไหน ดีที่สุด

ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดโดยไม่มีข้อจำกัดในการตรวจเลย วิธีดูขนาดหัวใจที่ยอมรับกันว่าดีมากใน ปัจจุบันคือการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือคลื่นอัลตราซาวน์นั่นเอง การตรวจ ชนิดนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “เอกโค่คาร์ดิโอกราฟฟี่” (echocardiography) หลักการคือ เครื่องมือจะส่งคลื่นเสียงเสียงความถี่สูง ทะลุผ่านอวัยวะต่างๆที่จะตรวจเมื่อผ่านส่วน ต่างๆคลื่นเสียงเหล่านี้จะสะท้อนกลับ ความสามารถในการสะท้อนกลับขึ้นอยู่กับชนิดของ เนื้อเยื่อที่มันผ่าน เช่น เลือด กระดูก กล้ามเนื้อ เหล่านี้ให้สัญญาณการสะท้อนกลับ แตกต่างกัน คอมพิวเตอร์จะบันทึกสัญญาณสะท้อนกลับเหล่านี้ นำมาสร้างภาพขึ้นเห็นเป็น อวัยวะที่แพทย์กำลังตรวจอยู่ ดังนั้นหากตรวจที่หัวใจ ก็จะเห็นห้องหัวใจ ซึ่งวัดขนาดได้ว่าโต หรือไม่ เห็นการทำงานของลิ้นหัวใจ เห็นกล้ามเนื้อหัวใจ และ ความสามารถในการบีบตัวว่า เป็นอย่างไร ดังนั้นจึงให้รายละเอียดได้มากกว่าการตรวจอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามการตรวจชนิด นี้ไม่เห็นหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ และเห็นภาพไม่ชัดนักในผู้ป่วยที่อ้วนหรือมีโรคปอด (ยกเว้น การตรวจโดยผ่านหลอดอาหาร)

ใคร? ควรได้รับการตรวจ “เอคโค่”

ผู้ที่มีอาการของหัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง หรือตรวจร่างกายทาง ระบบหัวใจผิดปกติ ควรได้รับการตรวจนี้เพื่อดูความสามารถในการบีบตัวของกล้าม เนื้อหัวใจ

นอกจากนั้นแล้วผู้ที่เอกซเรย์พบว่าขนาดโตกว่าปกติบางรายควรดูให้แน่ใจว่าโตจริงไหม ทั้งนี้แล้วแต่แพทย์โรคหัวใจจะพิจารณาเป็นรายๆ ในผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด เช่น เบาหวาน หากพบว่าหัวใจโตจากเอกซเรย์ก็ควรตรวจละเอียดเช่นกัน เนื่องจากภาวะหัวใจโต ไม่จำเป็นต้องมีอาการ

เป็นแล้วรักษาอย่างไร

การรักษาภาวะหัวใจโต คือการรักาาตามสาเหตุ เช่น รักษาความดันโลหิตสูง ผ่าตัดลิ้นหัวใจ หรือรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นต้น แม้ว่าการรักษาอาจไม่ได้ลดขนาดหัวใจลง ให้เห็นได้ชัดเจนจากเอกเรย์ในบางราย แต่การรักษาจะช่วยป้องกันไม่ให้โตขึ้นเรื่อยๆได้

 

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

การผ่าตัดเปลี่ยนไต (Renal Transplantation)

โดย นาย แพทย์ วี ระ สิงห์ เมือง มั่น

ไต เป็น อวัยวะ คู่ ที่ สำคัญ ยิ่ง ของ ร่าง กาย มนุษย์ และ สัตว์ ซึ่ง นอก จาก จะมี หน้าที่ สำคัญ ใน การ ขับ ถ่าย ของ เสีย ออก จากร่าง กาย แล้ว ยัง ช่วย รักษาความ สมดุล ของกรด ด่าง ใน ร่าง กาย ควบ คุม ความ ดัน โลหิต และ การ สร้าง เม็ดโลหิต แดง ของ ไข กระดูก มนุษย์ ไม่ อาจ ดำรง ชีวิต อยู่ ได้ หาก ปราศจาก ไต ถึงแม้ ว่า สมอง จะ เป็น ส่วน สำคัญ ใน การควบ คุม ส่วน ต่างๆ ของ ร่าง กาย แม้ จะ ไม่ มีสมอง ชีวิต ก็ ยัง คง อยู่ แต่ ถ้า ไต เสีย การ ขับ ถ่าย ของ เสีย ออก จากร่าง กายก็ ทำ ไม่ ได้ ความ สมดุล ต่างๆ ของ ร่าง กาย ก็ เสีย หมด ผล สุด ท้าย ชีวิต ก็ หา ไม่ อะไร เป็น สาเหตุ ของ ไต วาย ไต ของ เรา ก็ เหมือน อวัยวะ ทั่วๆ ไป ซึ่ง เมื่อ ทำ งาน มา นาน ก็ เสื่อม ไป ตามวัย ใน คน ย่าง เข้า วัย ชรา การ ทำ งาน ของ ไต จะ ด้อย กว่า คน หนุ่ม สาวมาก เช่น เมื่อ อายุ ได้ 60 ปี ไต จะ ทำ งาน มี ประสิทธิภาพ เป็น 60% ของ คนใน วัย หนุ่ม สาว ดัง นั้น ถึง จะ ฟิต ตัวอย่าง ไร ก็ ไม่ อาจ ฝืน สังขาร ตามธรรมชาติ ได้ แต่ อย่าง ไร ก็ ตาม มี บุคคล อีก จำพวก หนึ่ง ที่ ไต เสื่อม หน้าที่ก่อน วัย อัน สมควร และ เกิด เป็น โรค ไต วาย ซึ่ง สาเหตุ มี มาก มาย อาทิเช่น เกิด แต่ พันธุ กรรม สิ่ง แวด ล้อม ที่ สกปรก มี มล ภาวะ ได้ รับ สาร พิษจาก โลหะ หนัก ( สาร หนู ตะกั่ว ปรอท ฯลฯ ) เข้า ร่าง กาย โดย ตรง การ ติดเชื้อ ทาง เดิน ปัสสาวะ การ อักเสบ โรค นิ่ว ทาง เดิน ปัสสาวะ โรค เบาหวาน โรค เกิด ภูมิ แพ้ ใน ตัว เอง โรค ที่ เกิด จาก ส่วน กรอง ของ ไต อักเสบ จากเชื้อ สเต ร้ป โต คอ คคัส และ แม้ แต่ อุบัติเหตุ เหล่า นี้ มี ผล ให้ เกิด ไต วายเรื้อรัง จน ถึง ขั้น ที่ ไต ไม่ อาจ ทำ งาน พอ ประทัง ชีวิต เจ้า ของของ มัน ได้ อาการ ของ โรค ไตวาย ที่ นำ ผู้ ป่วย มา พบ แพทย์ คือ อ่อน เพลีย โลหิต จาง เบื่อ อาหาร เหนื่อยหอบ บวม ทั้ง ตัว คลื่น ไส้ อาเจียน และ หายใจ มี กลิ่น อะซี โตน ทาง เลือก ของ คน ไข้ ที่ เป็น โรค ไต วาย แต่ เดิม มา คน ไข้ ไต วาย มี ทาง เลือก อยู่ 3 ทาง คือ ทาง ที่ หนึ่ง การ รักษาแบบ ประคับ ประคอง ได้แก่ งด งาน หนัก ทุก ชนิด กิน อาหาร มี โปรตีน ต่ำ เพิ่มเก ลือ ด่าง ไบคาร์บอเนต ให้ แก่ ร่าง กาย และ ระวัง การ อักเสบ หรือ เกิด การ ติดเชื้อ และ ฉีด ยา ช่วย ให้ ไข กระดูก สร้าง เม็ด เลือด แดง ทาง ที่ 2 คือ การ ฟอกเลือด โดย ใช้ สาร เคมี ใส่ ผ่าน สาย ยาง เข้า สู่ ช่อง ท้อง แล้ว ไข น้ำ ออก ทำเช่น นี้ 30-40 ครั้ง ต่อ 1 ชุด ของ การ ฟอก เลือด ซึ่ง แต่ ละ ครั้ง จะ ใช้เวลา 2-3 วัน เยื่อ บุ ช่อง ท้อง ซึ่ง เป็น แผ่น บางๆ จะ ทำ หน้าที่ เหมือน กระดาษ เซล โลเฟน ยินยอม ให้ มี การ แลก เปลี่ยน ของ เสีย จาก เลือด เข้า สู่ น้ำยาเคมี ที่ ใส่ เข้า ไป ใน ช่อง ท้อง แล้ว ระบาย น้ำ ที่ มี ของ เสีย ออก นอกร่างกาย ทาง ที่ 3 ได้แก่ การ ฟอก เลือด โดย ตรง โดย เจาะ เลือด ออก จากร่าง กาย ทางเส้น เลือด ที่ แขน เข้า เครื่อง ไต เทียม ซึ่ง ทำ หน้าที่ ฟอก เลือด เพราะ ในเครื่อง ไต เทียม มี แต่ เซล โลเฟน ทำ หน้า ที่ ให้ เลือดของ ผู้ ป่วย ที่ มี ของ เสีย ผ่าน ไป พบแผ่น เซล โลเฟน นี้ แล้ว แลก เปลี่ยน เอา ของ เสีย ออก ไป จากร่าง กาย การ เข้าเครื่อง ไต เทียม ต้อง ทำ สัปดาห์ ละ 2-3 ครั้ง จึง จะ พอ เพียง ให้ ผู้ ป่วย มีชีวิต อยู่ ได้ อย่าง มี สุข ใน คน ไข้ ที่ มี กำลัง พอ จะ ฟอก เลือด ได้ ดัง วิธี ดังกล่าว สามารถ ทำ งาน ได้ ใกล้ เคียง คน ปกติ ตราบ ใด ที่ เขา หมั่น ฟอก เลือด อยู่เสมอ และ เป็น ที่ น่า เสียดาย ที่ การ ฟอก เลือด ไม่ มี วัน สิ้น สุด สิ่ง นี้ คืออุปสรรค สำคัญ เพราะ การ ฟอก เลือด แต่ ละ ครั้ง ต้อง ใช้ ทั้ง เวลา และ ค่า ใช้จ่าย ประมาณ 2-3 พัน บาท และ ทาง เลือก ทาง ที่ 4 ซึ่ง เป็น ของ ใหม่ คือ การผ่า ตัด เปลี่ยน ไต หรือ การ ปลูก ถ่าย ไต การ เปลี่ยน ไต : ความ เป็น มา และ ขั้น ตอน มนุษย์ มี ความ ใฝ่ ฝัน ที่ จะ เปลี่ยน อวัยวะ มา นาน นับ พันปี ดัง จะ เห็น จากเทพ นิ ยา ยก รี ก อินเดีย และ เทพเจ้า ต่างๆ จะ มี ศีรษะ เป็น สัตว์ และ ลำตัว แขนขา เป็น คน นัก วิทยา ศาสตร์ และ แพทย์ ได้ พยายาม เปลี่ยน ไต นับ เป็นเวลา กว่า ครึ่ง ศตวรรษ แต่ ที่ กระทำ สำเร็จ ใน คน นั้น เกิด ขึ้น ใน สหรัฐอเมริกา เมื่อ ประมาณ 32 ปี มา นี่ เอง ผล สำเร็จ ที่ เกิด ขึ้น ก็ เนื่อง จากวิทยา การ ก้าว หน้า ใน การ ค้น พบ ยา ที่ กด ภูมิ ต้าน ทาน ใน คน ทำ ให้ ไต ที่ นำ มาเปลี่ยน หรือ นำ มา ปลูก สามารถ อยู่ ได้ใน ร่าง กาย ของ คน ไข้ ผู้ รับ ไต และ ไม่ เกิดปฏิกิริยา ไม่ ยอม รับ จาก ตัว ผู้ รับ ไต ซึ่ง ปรากฏการณ์ พบ ทั่ว ไป เมื่อ มี สารแปลก ปลอม เข้า สู่ ร่าง กาย การ เปลี่ยน ไต เมื่อ ทำ ได้ สำเร็จ เช่น นั้น ก็ แผ่กระจาย ไป เหมือน ไฟ ลาม ทุ่ง ไป ทั่ว อเมริกา และ ยุโรป แต่ ต่อ มา ใน เอ เซี ย ทำให้ มี การ ผ่า ตัด เปลี่ยน ไต กัน ขนาน ใหญ่ จน กระทั่ง ใน ปัจจุบัน มี คน ไข้ ที่เปลี่ยน ไต แล้วอยู่ ทั่ว โลก นับ เป็น หมื่นๆ ราย ซึ่ง ก็ ยัง นับ ว่า น้อย เมื่อเทียบ กับ คน ไข้ โรค ไต วาย ทั้ง หมด ใน ประเทศ ไทย เรา เริ่ม มี การ เปลี่ยน ไต กัน มา ประมาณ 26 ปี มี คน ไข้ ที่เปลี่ยน ไต แล้ว ประมาณ 1,000 ราย เริ่ม เปลี่ยน ไต ครั้ง แรก ที่ ร .พ. จุฬาลงกรณ์ ต่อ มา ร .พ .ศิริ ราช , ร .พ .รา มา ธิบดี , ร .พ .เซ็นต์หลุยส์ , ร. พ .พระ มงกุฎ เกล้า , ร .พ .มหาราช นคร เชียงใหม่ , ร .พ .สมิติ เวช , ร .พ .รามคำแหง , ร .พ .ศรี นครินทร์ ขอนแก่น , ร .พ .พระ ราม เก้า , ร .พ .วชิร ปราการ , ร. พ .พุทธ ชิน ราช พิษณุโลก , ร .พ .วชิร และ ร .พ .ชลบุรี ที่ ร .พ .รามาธิบดี เริ่ม เปลี่ยน ไต ครั้ง แรก ใน พ .ศ . 2529 และ ทำ มาก ขึ้น เรื่อยๆ จน เป็นสถาบัน ที่ เปลี่ยน ไต มาก ที่ สุด ใน ประเทศ ใน ขณะ นี้ คือ ประมาณ ครึ่ง หนึ่งของ การ เปลี่ยน ไต ทั้ง หมด และ ที่ ร .พ .วิชัย ยุทธ ได้ ผ่า ตัด เปลี่ยน ไต ไปแล้ว 1 ราย เมื่อ วัน ที่ 27 กรกฎาคม 2540 คน ไข้ ได้ ไต จาก พี่ สาว ไต ที่นำ มา ผ่า ตัดเปลี่ยน ให้ คน ไข้ นั้น ส่วน ใหญ่ ได้ มา จาก พ่อ แม่ ลูก หรือ พี่น้อง บริจาค ให้ ไต 1 ข้าง ผ่า ตัด เอา ไป ปลูก ให้ แก่ ผู้ เจ็บ ป่วย ไต ส่วนน้อย ได้ จาก ผู้ เสีย ชีวิต จาก การ ที่ สมอง ตาย ขณะ นี้ ศูนย์ รับ บริจาคอวัยวะ สภา กาชาด ไทย รับ เป็น แม่ ข่าย รวบ รวม ราย ชื่อ ผู้ ที่ ต้อง การเปลี่ยน ไต ของ โรง พยาบาล ต่างๆ ทั่ว ประเทศ ไว้ หมด และ ทำ การ ตรวจ หา ลักษณะของ เนื้อ เยื่อ ไว้ ให้ พร้อม เมื่อ มี ผู้ บริจาค ไต ให้ ศูนย์ฯ ทาง ศูนย์ฯ ก็จะ เปรียบ เทียบ เนื้อ เยื่อ ของ ผู้ ให้ และ ผู้ จะ รับ ไต หาก เข้า กัน ได้ ก็ จะจัด ส่ง ไป ให้ ณ สถาบัน ที่ ผ่า ตัด เปลี่ยน ไต ต่อ ไป อะไร คือ หัวใจ ของ การ เปลี่ยน ไต หัวใจ ของ การ เปลี่ยน ไต คือ ไต ที่ ได้ จาก การ บริจาค และ การ เปรียบ เทียบโดย การ ทดสอบ ว่า ไต ที่ นำ มา เปลี่ยน นั้น เข้า กัน ได้ กับ เนื้อ เยื่อ ของ คนไข้ หรือ ผู้ รับ ไต หรือ ไม่ ทั้ง หมู่ เลือด ต้อง เป็น หมู่ เดียว กัน และ การทดสอบ เนื้อ เยื่อ โดย ใช้ เม็ด เลือด ขาว ต้อง เข้า กัน ได้ หรือ ใกล้ เคียง กันมาก ที่ สุด ซึ่ง ขั้น ตอน ทดสอบ นี้ ใช้ เวลา ถึง ครึ่ง วัน ไต ที่ จะ ได้ มา มีได้ 2 ทาง คือ จาก พ่อ แม่ พี่ น้อง บริจาค ให้ หรือ จาก ผู้ ที่ เสีย ชีวิตโดย สมอง ตาย แต่ หัวใจ ยัง เต้น ทั้ง นี้ ภาย ใต้ กฎเกณฑ์ ของ แพทย สภา ต้อง มีคณะ กรรมการ วินิจฉัย สมอง ตาย เสียก่อน จึง จะ ใช้ ได้ ส่วน การ ผ่า ตัด เปลี่ยน ไตนั้น เป็น มาตรฐาน ซึ่ง เรียน รู้ กัน ได้ ทั่ว ไป ใน สถาบัน ที่ มี ความ ชำนาญ จะใช้ เวลา ผ่า ตัด เปลี่ยน ไต ประมาณ 3 ชั่วโมง และ ไต จะ เริ่ม ทำ งาน ทันที ที่การ ผ่า ตัด เสร็จ เรียบ ร้อย สิ่ง ที่ ขาด เสีย มิ ได้ ของ การ เปลี่ยน ไต คือ ยา ที่ ใช้ กด ภูมิ คุ้ม กัน ของร่าง กาย เพื่อ ให้ ไต ที่ นำ มา ปลูก ใหม่ คง อยู่ ใน ร่าง กาย ของ คน ไข้ ได้ โดย ไม่มี ปฏิกิริยา ขับ ไล่ สิ่ง แปลก ปลอม เหมือน เช่น บุคคล ทั่ว ไป เมื่อ ได้ รับ สารแปลก ปลอม เข้า ร่าง กาย ปฏิกิริยา ที่ ร่าง กาย ขับ ไล่ นี้ บาง ครั้ง รุนแรง จนไต ใหม่ นั้น อยู่ ไม่ ได้ ทำ ให้ เกิด ไข้ การ อักเสบ เนื้อ เยื่อ ไม่ ยอมติด และ ปัสสาวะ ไม่ ออก และ ยัง มี ผล ตาม มา อีก มาก มาย จน ต้อง ผ่า ตัด เอา ไต ออกเพื่อ รักษา ชีวิต ผู้ ป่วย ไว้ คน ไข้ ที่ พลาด จาก ไต ปลูก ถ่าย ไม่ ติด ใน ครั้งแรก ยัง มี โอกาส ผ่า ตัด ปลูก ไต ได้ อีก เป็น ครั้ง ที่ 2 และ ที่ 3 ปัจจุบันมี ความ ต้อง การ เปลี่ยน ไต มาก เป็น พัน ราย แต่ ความ สามารถ ใน การ ผ่า ตัดเปลี่ยน ไต มี เพียง ปี ละ 100 ราย ปัจจุบัน นี้ ยา ที่ ใช้ ต้าน ภูมิ คุ้ม กัน ของ ร่าง กาย มี ใช้ อยู่ หลายชนิด และ ชนิด ที่ ใช้ แพร่ หลาย ใน ประเทศ ไทย เป็น ยา ที่ ผลิต มา จาก เชื้อ รา แถบใกล้ ขั้ว โลก เหนือ ยา นี้ เท่า ที่ ใช้ มา ได้ ผลดี มาก คือ ป้องกัน การ ไม่ ยอมรับ ของ ร่าง กาย ผู้ ป่วย ทำ ให้ ไตที่ นำ มา เปลี่ยน หรือ นำ มา ปลูก นั้น คง อยู่ ได้ ทำงาน ได้ ดี และ มี พิษ จาก ยา น้อย มาก แต่ มี ข้อ เสีย คือ ราคา ค่อน ข้าง แพง ค่ายา อย่าง เดียว ที่ ต้อง ใช้ ใน คน ไข้ แต่ ละ คน แต่ ละ ปี มี มูลค่า ประมาณ สอง แสน บาท คน ที่ เปลี่ยน ไต แล้วจะ ต้อง ปฏิบัติ ตัวอย่าง ไร คน ไข้ หลัง เปลี่ยน ไต เมื่อ ฟื้น จาก การ ผ่า ตัด แล้ว จะ รู้สึก สบาย ขึ้นอย่าง มากอย่าง ไม่ เคย เป็น มา ก่อน กิน ได้ นอน หลับ ทำ งาน ได้ คล่องแคล่ว และ จิต ใจ เบิก บาน แต่ สิ่ง ที่ พึง ระวัง คือ อาหาร การ กิน ต้อง กินอาหาร ย่อย ง่าย มี เนื้อ สัตว์ น้อย ถ้า เป็น เนื้อ ปลา ได้ ก็ จะ ดี กิน ผัก และผล ไม้ มากๆ และ ดื่ม น้ำ ให้ เพียง พอ ให้ มี ปัสสาวะ วัน ละ 2 ลิตร หลีกเลี่ยง เครื่อง ดื่ม มี แอลกอฮอล์ และ สารกระตุ้น หัวใจ ผู้ เปลี่ยน ไตแล้วจะ ต้อง มา พบ แพทย์ สม่ำ เสมอ และ จำ เป็น ต้อง กิน ยา ต่อ ต้าน ภูมิ ต้าน ทานของ ร่าง กาย ไป ตลอด ชีพ ระหว่าง กิน ต้อง มา เช็ค ระดับ ของ ยา ใน เลือด ว่า มี มากพอ ควร ทำ งาน ไม่ หนัก นัก และ พัก ผ่อน ให้ เพียง พอ ดัง นั้น จึง อาจกล่าว ได้ว่า ผู้ เปลี่ยน ไต แล้วสามารถ ทำ งาน ต่อ ไป ได้ ดำรง ชีวิต ใน สังคม ได้ แต่ต้อง รู้จัก รักษา สุขภาพ และ ประมาณ ตน มหา กุศล ที่ มนุษย์ พึง ให้ แก่ เพื่อน มนุษย์ พุทธ พจน์ กล่าว ว่า สิ่ง ทั้ง หลาย ทั้ง ปวง นั้น ไม่ เที่ยง มี เกิด ขึ้น ตั้ง อยู่ แล้ว ก็ ดับ ไป สังขาร เราก็ เช่น กัน มี เกิด และ มี ดับ สิ่ง ที่ หลง เหลือ อยู่ คือ ความ ดี และ ความเลว ใน สังคม ปัจจุบัน เป็น ที่ ยอม รับ ว่า การ บริจาค เลือด และ ดวง ตา ได้ มหากุศล และ ยิ่ง ได้ ให้ ไต ซึ่ง เป็น ของ หา ยากอย่าง ยิ่งยวด ย่อม ให้ อภิ มหากุศล สม ดัง คำ กลอน ของ มูลนิธิ โรค ไต ที่ ให้ ไว้ ว่า หนึ่ง ชีวิต ที่ สิ้น ไป ทิ้ง สอง ไต ไว้ เบื้อง หลัง สอง ชีวิต ที่ ไต พัง ประทัง ด้วย การ เปลี่ยน ไต เรื่อง ของ การ เปลี่ยน ไต ก็ เอวัง ด้วย ประการ ฉะนี้ ขอ ความ สุข สวัสดี จง มีแด่ สาธุชน ผู้ ไม่ ประมาท เถิด 27 เมษายน 2541

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

ดัดจริต ด้วยพิจารณา

โดย นายแพทย์สุรวุฒิ ปรีชานนท์

บทความพิเศษสำหรับท่านที่คิดว่าจริต นิสัย และสันดานของตนเองยังไม่ดีพอ และต้องการจะปรับปรุงให้ดีขึ้น ถ้าหากท่านคิดว่าจริต นิสัย และสันดานของท่าน ดีอยู่แล้วก็เมินไปได้เลย ไม่ต้องอ่านครับจะเสียเวลา

จริต ความประพฤติ นิสัย สันดาน การกระทำ ระดับสติ ระดับปัญญา ความหยาบ ความละเอียด ของมนุษย์เราแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน มีความแตกต่างกันก็เพราะว่าบุญ วาสนา บารมี ที่ได้สั่งสมอบรมไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อน ชาติหนหลังนั้นไม่เหมือนกัน บุญ วาสนา บารมีในอดีต เป็นตัวบ่งชี้ให้เกิดมี เกิดเป็น อย่างเช่นลักษณะของท่านผู้นั้นในปัจจุบัน บุคคล ผู้นั้นหากอยากจะมีบุญ วาสนา บารมีสูงยิ่งขึ้นไปอีกก็ต้องพึงพิจารณาใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ให้เกิดมีการกระทำในปัจจุบันคือปัจจุบันกรรมของเขาคนนั้น ให้ส่งผลให้แก่เขาผู้นั้นได้มี การก้าวไกลไปโดยให้การกระทำทุกสิ่งอย่างที่ตนเองเผชิญอยู่ตรงหน้าขณะนั้น เดี๋ยวนั้น ให้เกิดเป็นมรรคเป็นผลให้ได้ อีกนัยหนึ่งคือให้การกระทำในปัจจุบันให้เต็มเปี่ยมไปด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา ให้ละเอียดยิ่งๆขึ้นไป ในปัจจุบันหากท่านผู้นั้นมีการสัมผัส มีการกระทบ มาจากสิ่งภายนอกคือเข้ามาทางอายตนะคือสิ่งที่ต่อเชื่อมระหว่างสิ่งภายนอกกับจิต คือตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็ต้องมีการพินิจพิจารณาภายในจิตของตนเอง ต้องมีตัวสติ (สัมมาสติ) มาควบคุมการนึกคิดของจิต เพื่อให้เกิดเป็นศีล สมาธิ และปัญญา และบังคับ ให้มีปฏิกริยาออกมาทางภายนอก คือการกระทำทางกายและวาจาให้อยู่ในกรอบและ ถูกต้องตามจริยธรรม ศีลธรรม และวัฒนธรรม

จะเห็นได้ว่ากายและวาจาจะแสดงออกมาในทางดี มีศีล มีธรรมได้ ตัวจิตต้องเป็นผู้สั่ง คือจิตจะต้องมีศีลมีธรรมก่อน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่พวกเราต้องอบรมจิต คืออบรม เจ้านายใหญ่ในตัวของเรา เพื่อเปลี่ยนจิตเปลี่ยนความนึกคิดของจิตให้ดี มีศีล มีธรรม โดยอัตโนมัติให้ได้

การก้าวหน้าไปในอนาคตอันยาวนั้น หมายถึงการก้าวหน้าสู่มรรคผล คือการที่จะทำให้ เราเพิ่มพูน ร่ำรวย ทางสมบัติภายในคืออริยะทรัพย์ นักปฏิบัติที่เข้าใจดีที่มีความ ละเอียดไม่ได้มุ่งเน้นไปยังสมบัติภายนอกกาย เช่น เงิน ทอง บ้าน รถยนต์ เพชร นิล จินดา เป็นต้น ทั้งหลายซึ่งเป็นส่วนประกอบภายนอกที่จะอยู่กับเราเพียงชั่วคราว ขณะเราเป็น มนุษย์อยู่เท่านั้น มิหนำซ้ำอาจจะทำให้พวกเราไปหลงติดอยู่กับมันอีก ไปวกวนอยู่กับมันอีก อาจจะมีโทษมากกว่ามีประโยชน์ บางครั้งการมีสมบัติภายนอกมากเกินไปก็อาจมีโทษได้ โดยเฉพาะผู้ที่ครอบครองสมบัติภายนอกไม่มีระดับสติ ปัญญา ทางธรรมสูงพอ การพินิจ พิจารณาให้เกิดเป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน หรือเพื่อเพิ่มพูนการศึกษาอบรมจิตใจ ให้มีอริยทรัพย์มากขึ้นนั้น เราต้องเอาคำสอนของพระพุทธองค์ คือ ธรรมะ มาพิจารณา ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง วิพากษ์ วิจารณ์ วิจัยให้เกิดความเข้าใจ ให้รู้แจ้ง และเอามาอธิบาย ทุกสิ่งอย่าง ตลอดจนอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นให้เข้าใจอย่างแท้จริง เรียกว่า ธรรมะวิจยะ สัมโพธิ์ชงค์

การที่เราจะดัดจริต ดัดนิสัย ดัดสันดาน หรือจะขูดเกลากิเลสออกจากจิตใจของเรา หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ เอาโลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา อาฆาต พยาบาท จองเวร ออกไปให้หมด จากดวงจิตของเรานั้น จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อเราเอาจริง ตั้งใจทำจริง บังคับใจตนเองจริง และต้องทำด้วยตนเอง คนอื่นจะช่วยทำให้ไม่ได้ คนอื่นได้แต่ชี้แนะ ให้เท่านั้น ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “อัตตาหิ อัตโนนาโถ” ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน คือตนต้องดันตน ตนต้องข่มตน ตนต้องแก้ไขตน ตนต้องปรับปรุงสภาพชีวิตจิตใจของตนเอง ตนนั้นแหละต้องเพียรทำ ตนนั้นแหละต้องขยันทำ หมั่นทำ พิจารณาธรรม บ่มธรรมไว้นานๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตนนั้นแหละเข้าใจในธรรมอย่างแจ่มแจ้ง จะได้มีดวงตาเห็นธรรม และ ตนนั้นแหละจะได้บรรลุธรรม คือก้าวหน้าจากโลกียะธรรมเข้าสู่โลกุตระธรรม

การจะดัดจริต ดัดนิสัย ดัดสันดาน ตลอดจนการปรับปรุงความประพฤติ และเพื่อจะ ปรับปรุงสภาพดวงจิตของคนคนนั้นให้ดีขึ้น เขาผู้นั้นต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า พิจารณา แต่ภาษาพระเรียก ภาวนา ภาวนาแปลว่าทำให้เป็น ทำให้มี ทำให้เกิด การพิจารณา หรือภาวนาในที่นี้หมายถึงการวิพากษ์ วิจารณ์ วิจัย สภาพความนึกคิด สภาพอารมณ์ ตลอดจนวิเคราะห์เจาะลึกถึงสภาพของดวงจิตของตนเองว่าขณะนั้นเป็นอย่างไร สภาพ ความนึกคิดถูกต้องไหม เป็นศีล เป็นธรรมไหม คิดเป็นบุญหรือเป็นบาป คิดเป็นกุศล หรือ อกุศล คิดเป็นประโยชน์หรือไม่ใช่ประโยชน์ ความนึกคิดเป็นสิ่งละเอียด หรือมีแต่ความหยาบ คิดเป็นสิ่งดีหรือเป็นสิ่งชั่ว คิดเพื่อจะพอกกิเลสหรือเพื่อจะสลัดกิเลส แล้วก็ข่ม ดัด คัดเลือก แต่สิ่งที่ดีดีไว้กับตัว ให้เข้าใจไว้ ให้รู้ไว้ ให้ทรงไว้ แล้วสลัดสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากจิตจากใจ

การจะตามติดเพื่อพิจารณาสภาพจิตนั้น เราต้องพยายามสร้างตัวสติ คือสัมมาสติให้มั่นคง ให้แก่กล้า ให้รู้เท่าทันตัวจิตของเราตลอดเวลา อย่าได้เผลอสติเอาตัวสติคอยจับจ้องมองดู สภาพจิตใจของเราตลอดเวลา เอาตัวสติคือตัวระลึกได้คอยติดต้อยห้อยตามความนึกคิด ของจิตตลอดเวลาให้ต่อเนื่องให้มากที่สุด ให้เห็นสภาพจิตที่แท้จริง ที่เขาเรียกว่า เห็นจิตในจิต เราต้องมองดูดวงจิตของเรา เราต้องรู้เท่าทันดวงจิตของเรา เราต้องพิจารณา ตัวเรา เราอย่าได้เข้าข้างตัวเรา อย่าได้เข้าข้างความนึกคิดของจิตเรา เราต้องเป็นกลาง เราต้องแยกแยะสิ่งดีสิ่งชั่วให้ได้ ต้องพยายามฝืนจิต พยายามขืนจิต พยายามต้าน กระแสของจิต หากมันจะกระทำสิ่งชั่ว สิ่งเลว เราต้องไม่ให้มันทำ โดยการข่ม การดัด การฝืนจิต การตักเตือนจิต ตลอดจนเทศนาสั่งสอนจิตเราให้เข้าใจว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรบุญ อะไรบาป อะไรหยาบ อะไรละเอียด อะไรกุศล อะไรไม่ใช่กุศล อะไรจะเข้าสู่มรรคผลนิพพาน อะไรจะลงอเวจีนรก อะไรจะทำให้จิตเย็น อะไรจะทำให้จิตร้อน อะไรที่ทำให้จิตโยกคลอน หวั่นไหว อะไรที่ทำให้จิตนิ่ง อะไรที่ไม่เบียดเบียนตัวเองและบุคคลอื่น อะไรเบียดเบียนตัวเอง และบุคคลอื่น ทั้งหมดนี้ก็ให้เข้าใจไว้ ให้รู้ไว้ ให้สำเหนียกไว้ตลอดเวลา อย่าได้ไปหลงติด กับตัณหา และอุปาทาน ให้เข้าใจถึงธรรมชาติธาตุธรรม

ทั้งหมดนี้แหละจะเป็นหนทางให้ดวงจิตเราบริสุทธิ์ผุดผ่อง ต่อมาก็จะได้ญาณ และได้ฌาน ตามลำดับ เมื่อมองเห็นจิตตัวเองได้แล้ว ต่อไปก็จะมองเห็นจิตคนอื่นได้ด้วย

ในระยะแรกของการปฏิบัติธรรม หากไม่เข้าใจธรรมะดีพอ ก็ให้เอาคำสอนของพระพุทธองค์ มาพิจารณาดู วิเคราะห์ดูให้รู้แนวทาง ให้เกิดศรัทธา ให้เข้าใจหลักธรรม ให้เข้าใจสภาวะ ธรรม เช่น ลักษณะของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เข้าใจรูปและนาม หรือ กายกับจิต ให้เข้าใจขันธ์ห้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ให้เข้าใจว่า จิตนั้นมันตายไม่เป็น มันจะหาที่อยู่ใหม่ไปเรื่อยๆ หากร่างกายของเราผุพังไป แล้วแต่ บุญกรรมที่ได้กระทำไว้ ให้เข้าใจเรื่องของกรรม ให้เข้าใจเรื่องการเวียนตายเวียนเกิดเกี่ยวกับ วัฏฏะสงสาร ให้เข้าใจเรื่องตัวกูของกู (อัตตา) ว่าเกี่ยวข้องกับกิเลสอย่างไร ให้เข้าใจถึง ภพภูมิต่างๆทั้ง 16 ชั้นฟ้า และ 15 ชั้นดิน ตลอดจนให้เข้าใจว่าสภาพของดวงจิตมโน วิญญาณอยู่ได้หลายสภาพ หลายรูปแบบ แล้วแต่บุญกรรมจะพาไปพาเกิด สภาพจิต ของมโนวิญญาณอาจอยู่ในสภาพของเทพ เจ้า เหล่าเทวดา อินทร์ พรหม ยมราช แม้แต่ เทวดาก็มีอยู่หลายจำพวก อาจจะเป็นรุกขเทวดา อาจเป็นเจ้าที่ เจ้าฐาน เจ้าภูมิ เทพาอารักษ์ เป็นต้น สภาพของดวงจิตมโนวิญญาณที่ตกจมอยู่ในนรกก็มีมากมายในอเวจีนรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตวนรก มีรูปร่างต่างๆกันแล้วแต่กรรม มีแต่ความร้อนรนกระวนกระวาย ทนทุกข์ทรมาน ร้องไห้ รำพัน ตลอดเวลา

ให้เข้าใจถึงสภาพของสัตว์เดรัจฉานทั่วไปที่มีอยู่มากมาย เมื่อมนุษย์ตายไป ดวงจิต มโนวิญญาณก็จะไป แล้วแต่สภาพจิตที่ได้กระทำ ที่ได้อบรมไว้ขณะเป็นมนุษย์ ถ้าโลภ มากก็อาจไปเป็นเปรต ถ้าหลงมากก็อาจไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าโกรธมากหรือถ้ากลัวมาก ก็อาจจะไปเป็นอสุรกายได้ เป็นต้น

มนุษย์ในยุคปัจจุบันน่าสงสารมากเพราะมีอยู่มากมายที่สภาพจิตนั้นตกนรกอยู่แล้วตั้งแต่เป็นมนุษย์ เมื่อร่างกายตายไปแล้วจิตก็จะไปลงนรกตามสภาพของมัน แม้แต่พระภิกษุสงฆ์ในปัจจุบัน ก็ยิ่งแย่ใหญ่ มีโอกาสที่จะถูกทำโทษ มีโอกาสที่จะลงนรกมากกว่าคนธรรมดา เพราะถ้าบวช เป็นพระภิกษุสงฆ์แล้วไปหลอกลวงประชาชน ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามสภาวะ ของสงฆ์ที่พระพุทธองค์ได้บัญญัติไว้ ได้สอนไว้ พวกพระภิกษุสงฆ์นี้เมื่อตายไปจะโดน โทษหนักจะต้องลงอเวจีนรก ต้องไปทนทุกข์ทรมานเป็นเวลานาน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สงฆ์ เท่านั้นแต่ปัญหาอาจจะมาตกกับญาติโยมที่ทำบุญด้วย อาจจะโดนทำโทษ โดนสอบสวน ด้วยเพราะเข้าข่ายสมรู้ร่วมคิด

ดังนั้นการที่พวกเราจะพ้นสภาพนรกได้นั้นหรือพ้นจากสภาพที่จะไปเป็นเดรัจฉานได้นั้น ไม่ได้มาจากการมีทรัพย์สมบัติมากหมายถึงโลกียะทรัพย์ขณะเป็นมนุษย์แต่ขึ้นอยู่กับการ มีอริยะทรัพย์มาก การให้ทานมาก การให้วัตถุสิ่งของมากก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ไม่ตกนรก การให้ทานภายนอกเป็นสิ่งของนั้นถือเป็นอามิสทาน เป็นของฝากไว้เหมือนฝากของ ไว้ในธนาคาร หากผู้ให้ทานผู้นั้นมีสภาพจิตครองอยู่ในบุญ เขาถึงจะมีสิทธิได้รับของที่เขา เคยให้ทานไว้ แต่ถ้าสภาพจิตของผู้ให้ทานครองอยู่ในบาป เขาจะไม่สามารถรับของนั้นได้ เช่นถ้าหากผู้ให้ทานนั้นตกนรกลงไป เขาจะยังไม่ได้รับสิ่งของที่เขาเคยให้ทานไว้ได้ ต้องรอ จนเขาพ้นโทษจากนรกเสียก่อน

การที่จะทำให้เราพ้นจากนรกพ้นจากการไปเป็นเดรัจฉานได้นั้น เราต้องให้ทานภายใน คือสลัดออกให้มากที่สุดจากจิตใจของเราคือสลัดหรือทานความโลภ ทานความโกรธ ทานความหลง ทานอิจฉา ริษยา อาฆาต พยาบาท จองเวร ออกไปให้หมดจากจิตใจเรา ให้เหลือแต่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

เมื่อให้ทานภายในออกไปหมดแล้วดวงจิตจะผุดผ่อง เราจะไปในทางที่ดี และมีแต่บุญ วาสนา บารมีสูงส่งขึ้นเรื่อยๆตราบต่อเท่าเข้าสู่พระนิพพาน

การพิจารณาจึงมีความจำเป็นที่จะดัดจริต หรือดัดจิต ดัดใจ ดัดความนึกคิด ดัดสันดาน ดัดนิสัย หรือเปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่มีนิสัยดีขึ้น มีศีล มีธรรมมากขึ้น การพิจารณาอย่างเอาจริง เอาจังเท่านั้นที่จะทำให้ดวงจิตฉลาดขึ้น รู้แจ้ง สว่าง กระจ่าง ชัด และจิตจะยอมตามทำ ความดีไปโดยไม่มีข้อแม้ มีแต่อนุโมทนาด้วยตลอดเวลา มีสติ สมาธิ และปัญญาสูง ขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะเกิดภาวนามยะปัญญาขึ้นในดวงจิตแล้ว ปัญญาเบื้องต้น เช่น สุตมยะปัญญา และจินตมยะปัญญานั้น ยังแกะกิเลสออกจากจิตเราไม่พอ เราต้องการ ภาวนามยะปัญญา ซึ่งจะเกิดได้ก็ต้องพิจารณาให้มากๆ หรือภาวนาให้มากๆ ภาวนามยะ ปัญญานั้นเมื่อเกิดแล้วจะดัดนิสัย ดัดสันดานของเราได้จริง

การพิจารณาจะต้องทำอย่างไร ตัวสติคือตัวระลึกได้ คอยเตือนสอนจิตกำกับไปกับจิต ตามให้ทันจิต ให้มีสติต่อเนื่อง ให้เจริญสติให้มากๆ อย่าได้เผลอสติเป็นธรรมดาที่นัก ปฏิบัติธรรมใหม่ๆก็ต้องมีเผลอสติ ก็ให้พยายามไปเรื่อยๆ ถ้าพยายามจริง เอาจริง ปฏิบัติจริง ก็จะสำเร็จจริง หลวงปู่ท่านบอกว่าให้ทำเหมือนกับว่าจิตของเราเป็นฝ่ายรัฐบาล และ ให้ตัวสติเป็นฝ่ายค้าน ให้สติคอยซักค้านไว้ตลอด จิตจะคิดจะทำอะไร สติก็คอยซักถามว่า สมควรหรือไม่สมควร ดีหรือไม่ดี ให้จิตตอบคำถาม ถ้าพิจารณาดูแล้วว่าดีก็จึงค่อยลงมือทำ แต่ตัวสติที่เป็นฝ่ายค้านนี้ห้ามมีคอรัปชั่นโดยเด็ดขาด ต้องเป็นฝ่ายค้านที่ดี เมื่อจิตถูก ซักค้านบ่อยๆ จิตจะอ่อนลงไปเอง จิตจะไม่กล้าใช้อำนาจบาทใหญ่ของมัน จะไม่กล้าทำตาม ใจชอบของมัน เพราะกลัวสติจะคอยซักค้านจะทำให้ระบบการปกครองในเมืองกะยะนคร ของเราซึ่งเคยมีพระยาจิตราช (จิต) ซึ่งเคยเป็นใหญ่ เคยคิดอยากทำอะไรก็ทำ จะค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างมีศีลธรรม คือ ระบอบ ธรรมาธิปไตย

การที่มีสติที่แข็งแกร่ง จะทำให้จิตรู้ดี รู้ชั่ว และในที่สุดเราจะสามารถใช้จิตได้ เราจะได้เป็น เจ้านายของจิตเสียที หลังจากเคยเป็นทาสรับใช้จิตมาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อครั้งเรายังเป็น ปุถุชนคนธรรมดาที่ยังหนาไปด้วยกิเลสตัณหา จิตจะเป็นฝ่ายใช้เราต่อเมื่อเราสามารถ ก้าวเข้าสู่ความเป็นอริยะบุคคล เราก็จะเริ่มใช้จิตได้ พระอรหันต์สามารถจะใช้จิตได้ จิตจะทำตามที่ขอร้องได้ เช่น สามารถจะยกขันธ์ห้าออกจากธาตุทั้งสี่ หรือถอดจิต ออกจากกายแล้วใช้จิตไปทำงาน เช่น ไปอ่านหนังสือ ไปทำอะไรก็ได้เดินทางไปดูอะไร ต่อมิอะไรก็ได้ในที่ไกลๆได้อย่างรวดเร็ว จะทำให้เกิดความฉลาดมากขึ้น ปัญญาสูงขึ้นเรื่อยๆ อยากจะรู้อะไรก็ได้ การที่จะได้มาเป็นอริยะบุคคลนั้นหรือ การดัดจริตของเรานั้นให้จิต สะอาดบริสุทธื ปราศจากกิเลส จะได้มาจากการเพียรพยายามพิจารณาหรือภาวนา ซึ่งต้องทำด้วยตนเองเท่านั้น ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ส่วนขั้นตอนการพิจารณาที่ละเอียดลงไปอีกนั้นผมไม่สามารถจะอธิบายได้หมดเนื่องจาก เนื้อที่จำกัด หากมีเวลาและโอกาสก็จะได้เขียนขยายความให้เข้าใจกันต่อไปอีก ท่านญาติธรรม เพื่อนฝูง มิตรสหาย และผู้ป่วยทั้งหลาย กรุณาศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ด้วยตนเองด้วย เพราะเราเกิดในเมืองพุทธมีตำรามากมาย แต่ในขณะที่ค้นคว้าศึกษา อยู่ก็ต้องปฏิบัติไปด้วย กรุณาตรวจสอบสภาพจิตใจของตนเองด้วยว่าเป็นอย่างไร จะต้องปรับปรุงอย่างไร และเร่งพิจารณาด้วยความเพียรพยายามต่อไปโดยเร็ว เดี๋ยวจะเข้านิพพานไม่ทันเพื่อน ขอให้โชคดี...สวัสดี

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

รองเท้ากีฬา

นายแพทย์นาวี อนุชาติบุตร

กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ที่ผ่านพ้นไป ประเภทของกีฬาที่ใช้แข่งขันก็ขยายตัวมากขึ้น ไม่คุ้นชื่อกีฬา นั้น และไม่ทราบว่าเขาเล่นแข่งกันอย่างใด แต่หลังจากสนใจและติดตามการแข่งขัน คงจุดประกายให้ผู้ชมหลายคนเริ่มสนใจกีฬา และอยากจะทดลองเล่นบ้าง อุปกรณ์ที่ใช้ สำหรับกีฬาแต่ละประเภท เช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์ป้องกัน อุปกรณ์กีฬา และส่วนที่เป็น พื้นฐานของกีฬาทางบกก็คือรองเท้า กีฬาแต่ละประเภทก็จะมีรองเท้าที่ออกแบบเฉพาะ กีฬานั้นๆ คงจะไม่เหมาะที่จะเอารองเท้าเตะฟุตบอลไปใส่ตีเทนนิส หรือ รองเท้าใส่ตีกอล์ฟ เอาไปใช้ในสนามบาสเกตบอล

รองเท้ากีฬาที่ดี จะต้องให้ความกระชับแก่เท้าและข้อเท้า เช่น วิ่ง กระโดด หรือขณะ หลบหลีก ใส่แล้วรู้สึกสบาย ไม่กดรัด หรือแคบเกินจนเจ็บปวดนิ้วเท้า มีความยืดหยุ่น ไม่แข็งกระด้าง ซึ่งจะมีแรงกระแทกต่อเส้นเอ็นและกระดูกจนทำให้อักเสบ หรือนิ่มจน ไม่มีรูปทรงเบี้ยวไปตามรูปเท้าของเรา บางรุ่นบางแบบอาจมีถุงลมหรือถุงยาง silicone รองรับในตำแหน่งที่มีแรงกระแทกมากๆ เช่น บริเวณส้นเท้า น้ำหนักของรองเท้าบางบริษัท ผลิตรุ่นเดียวกันแต่มีชนิดน้ำหนักเบาและชนิดน้ำหนักมาก

ชนิดน้ำหนักเบาจะเหมาะสำหรับนักกีฬาร่างเล็กน้ำหนักไม่เกิน 65 กิโลกรัม ถ้าน้ำหนักเกิน จากนั้นควรเลือกชนิดรองเท้าน้ำหนักมาก เพราะโรงงานผลิตเขาจะเสริมชั้นรับและกระแทก ให้มากขึ้น

ของใช้ทุกอย่างมีอายุใช้งาน ยางรถยนต์ถ้าเก็บไว้ไม่ได้ขายหรือขายไม่ออกสัก 3 ปี ยางรถยนต์ก็จะมีการเสื่อมตัวตามกาลเวลา แม้ว่าดอกยางยังลึกสวยไม่มีร่องรอย การใช้งานเลย แต่สูญเสียความยืดหยุ่น ไม่นุ่มเวลาขับ เวลาตกหลุมหรือขับบนผิวขรุขระ จะเสียงดังและกระด้าง ถ้าใช้ต่อไปยางเส้นนั้นก็จะบวมเสียรูปและศูนย์ล้อไม่ตรง เพราะยางจะแกว่งตัวมากเวลาตั้งศูนย์ และจะพลอยทำให้ช่วงล่างของรถยนต์สึกหรอ ได้มาก รองเท้ากีฬาก็เช่นกันปัจจุบันจะทำจากยางสังเคราะห์ โดยเฉพาะในส่วนของ พื้นรองเท้า รองเท้าบางยี่ห้อบางรุ่นอาจมีราคาแพงกว่ายางรถยนต์ และเนื่องจากราคา ที่สูงมากๆจนไม่มีคนสนใจซื้อ เมื่อเก็บโชว์อยู่สัก 1-2 ปี บวกกับระยะเวลาตั้งแต่ผลิต ออกจากโรงงานจนกระทั่งส่งมาถึง dealer ตามห้างสรรพสินค้าก็ประมาณ 6-9 เดือน รวมเวลาถ้าขายไม่ออกสัก 2 ปี ก็จะถึงระยะเวลาเสื่อมตัวของยางพอดี ตอนนั้นร้านค้า จะมาขายลดราคา เราก็หลงดีใจซื้อได้ราคาถูก 50% บางคนซ้ำร้ายชื้อมาเก็บต่อ ไม่กล้าใส่เพราะจะสึกเร็วเสียเร็ว ยอมเอาคู่เก่าๆมาใช้จนฉีกขาดก็เก็บคู่ลดราคาไว้ พอมาเริ่มใช้จริงๆจัง ยางพื้นรองเท้ายิ่งแข็งกระด้างมากขึ้น ใส่แล้วยิ่งปวดฝ่าเท้าหรือ เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ เอ็นร้อยหวายอักเสบ วิธีตรวจสอบก่อนซื้อก็คือหักรองเท้าตามแนวยาว ถ้ายางไม่กระด้างปลายรองเท้าและส้นเท้าจะหักงอได้มุมเกิน 450 และสังเกตขอบยาง ตะเข็บ รอยต่อ ถ้าแตกงาหรือแยกตัวตามรอยต่อก็ไม่ควรจะซื้อเพราะถึงแม้ถูกแสนถูก แต่รองเท้าไม่มีสภาพแล้ว

รองเท้าผ้าใบของเด็กนักเรียนตามสภาพในปัจจุบันและเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงไป จะเห็นรองเท้าผ้าใบนักเรียนที่เปื่อยขาดแต่ก็ยังมีการใส่ใช้งานอยู่ แล้วรองเท้ากีฬา จะใช้จนถึงสภาพอย่างนั้นหรือไม่

หลายๆคนที่มีรองเท้ากีฬาที่ใช้งานอยู่ก็คงมีสภาพไม่ต่างจากรองเท้าของเด็กนักเรียนเท่าใด แต่ก็รู้สึกภูมิใจที่จะใส่เพราะยี่ห้อบอก NIKE หรือ PUMA รุ่น RUNNER DREAM ฯลฯ แต่รองเท้ากีฬาที่ผลิตออกมาอย่างเช่นรองเท้าใส่วิ่งจะใช้วิ่งได้ระยะทางประมาณ 600-800 กิโลเมตร ก็ควรเปลี่ยนเพราะยางจะสึกและแข็งไม่มีความยืดหยุ่น

ถ้าเทียบง่ายๆว่านักวิ่งมาราธอนฝึกวิ่งวันละ 3-5 กิโลเมตร ในเวลา 8-10 เดือน ควรเปลี่ยน รองเท้าที่ฝึก หรือถ้าวิ่งวันละ 10 กิโลเมตร ในเวลา 3 เดือน ควรเปลี่ยนรองเท้าแล้ว เพราะ สภาพพื้นรองเท้าจะเสียรูปถ้าใช้ต่อไปจะทำให้เส้นเอ็นอักเสบ และข้อเท้าพลิก ซึ่งไม่คุ้ม กับค่ายาค่ารักษา

ที่กล่าวมาคงจะเป็นข้อแนะนำในการเลือกซื้อรองเท้ากีฬา และอายุการใช้งานอย่างง่ายๆ สำหรับคนทั่วไป

 

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

สูตรผิวสวยใสไร้สิว - ฝ้าในยุคเศรษฐกิจแบบพอเพียง

โดย นายแพทย์ประวิตร พิศาลบุตร

 

การได้เป็นเจ้าของใบหน้าที่นวลเนียนสดใส ล้วนเป็นที่ปรารถนาของทุกคน แต่ไม่เคยมีใคร ที่ไม่มีปัญหากับผิวของตนเอง การเรียนรู้วิธีรักษาและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก จึงน่าจะเป็นวิถีทางที่ดีที่สุดสู่การเป็นเจ้าของผิวสวย เคล็บลับสู่ผิวสวยใสไร้สิวฝ้าในยุค เศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้นมีง่ายๆดังต่อไปนี้

วิธีที่ 1 การล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน เพื่อชำระล้างเหงื่อไคล ไขมันและขี้ไคลออกจากผิวหนัง เวลาล้างหน้าให้ล้างเบาๆ แล้วซับน้ำให้แห้งด้วยผ้าขนหนูสะอาด อย่าใช้ผ้าขนหนูถูหน้าแรงๆ เพราะจะทำให้สิวอักเสบมากขึ้น ไม่ควรใช้แปรง ฟองน้ำ หรือสบู่ที่ผสมเม็ดขัดถู ขัดถูใบหน้า เพราะทำให้ใบหน้าระคายเคือง และกระตุ้นให้สิวกำเริบมากขึ้น

วิธีที่ 2 หากเป็นสิวน้อย อาจทายาเองได้ ผู้ที่มีปัญหาสิวเพียงเล็กน้อย เช่น สิวหัวดำ, หัวขาว หรือสิวอักเสบเพียง 1-2 เม็ด อาจหาซื้อยามาทาเองได้ แต่ต้องอ่านฉลากยาให้เข้าใจวิธี ใช้โดยละเอียดเสียก่อน หากใช้ครีมทารักษาสิวแล้ว เกิดอาการผิวแห้งหรือระคายเคือง ควรปรึกษาแพทย์ ต้องระวังยาที่โฆษณาว่ารักษาได้ทั้งสิวและฝ้า เพราะยาพวกนี้มักผสม สเตียรอยด์ ซึ่งอาจทำให้สิวยุบเร็วจริง แต่มีข้อแทรกซ้อนตามมามากมาย ในกรณี ที่เป็นสิวอักเสบมาก จัดเป็นโรคผิวหนัง จำเป็นต้องได้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ ยารักษาสิวบางตัวอาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้

วิธีที่ 3 พิจารณาให้ดีก่อนใช้เครื่องสำอาง ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่ไม่มีผลต่อการทำงานของผิวหนัง ต้องไม่มีสารสเตียรอยด์เจือปน ควรเลือกใช้ครีมให้ความชุ่มชื้นที่ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นสารเคมีที่กระตุ้นให้เกิดสิว ไม่ควร ใช้เครื่องสำอางที่เหนียวเหนอะหนะเกินไป เครื่องสำอางที่มีราคาแพงที่สุด อาจไม่ใช่เครื่อง สำอางที่ดีที่สุด หรือที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

วิธีที่ 4 ไม่แนะนำให้บีบแกะสิวออกด้วยตนเอง เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบลุกลาม และเกิดแผลเป็นได้มาก แพทย์อาจพิจารณากดสิวอุดตันหัวดำออกให้ในกรณีที่จำเป็น ส่วนในกรณีที่มีสิวอักเสบหรือสิวหัวช้าง การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปในสิวอาจทำให้สิวยุบลงอย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับกรณีเร่งด่วน เช่น จะเข้าพิธีแต่งงานในวันรุ่งขึ้น แต่วิธีนี้ก็อาจเกิดผลแทรกซ้อนตามมาได้ ส่วนการใช้แผ่น ขจัดสิวเสี้ยนนั้น หากใช้บ่อยครั้งเกินไป ผิวอาจอักเสบระคายเคืองและเป็นการกระตุ้น ให้เกิดสิวมากขึ้นได้

วิธีที่ 5 หลีกไกลรอยเหี่ยวย่นโดยขจัดสาเหตุต้นตอ รอยเหี่ยวย่นบนผิวหน้าของคนเรา แบ่งเป็น 3ชนิดใหญ่ๆ คือรอยเหี่ยวจากอารมณ์, รอยเหี่ยวจากแสงแดด และรอยเหี่ยวแห้ง ผู้ที่มีแต่ความเครียดชอบหน้านิ่วคิ้วขมวดหรือเลิกหน้าผาก จะเกิดร่องย่นได้ตามหัวคิ้ว และหน้าผาก ครีมบำรุงผิวที่อ้างว่าลบรอยเหี่ยวต่างๆ จึงไม่เป็นจริง เพราะเครื่องสำอาง เหล่านี้ออกฤทธิ์เพียงแค่ชั้นนอกสุดคือชั้นขี้ไคล แต่ส่วนที่เสียไปคือส่วนชั้นหนังแท้ การป้องกันรอยเหี่ยวย่น 3 แบบนี้คือ การมีอารมณ์แจ่มใส อย่าหน้านิ่วคิ้วขมวด เพื่อลดรอย เหี่ยวย่นจากอารมณ์ หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจัด เพื่อป้องกันรอยเหี่ยวย่นจากแสงแดด และการใช้ครีมให้ความชุ่มชื้นทาในกรณีของรอยเหี่ยวแห้ง

วิธีที่ 6 รักษาฝ้าและกระโดยการเลี่ยงแดด ยังไม่มีวิธีใดที่รักษาฝ้าให้หายขาดและไม่เกิดขึ้นใหม่ได้อีก จึงไม่ควรเสียเงิน และเวลา ให้กับการรักษาฝ้าและกระจนเกินไป ในต่างประเทศถือว่ากระเป็นเสน่ห์ของใบหน้า (cute spots) หนทางที่ดีที่สุดในการป้องหันและรักษาฝ้าและกระคือการหลีกเลี่ยงแสงแดด ในช่วง 8.00-17.00 น. เพราะรังสีในแสงแดดนอกจากทำให้ฝ้าและกระเข้มขึ้น ยังทำให้ผิวเหี่ยวแก่ และเกิดมะเร็งผิวหนังได้

วิธีที่ 7 พักผ่อนเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การทำงานหนักโดยไม่พักผ่อนเลย หรือเอาแต่เล่นโดยไม่ทำงานให้เป็นแก่นสารต่างมีผลเสียต่อสุขภาพ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ก่อผลเสียต่อผิวได้

การสูบบุหรี่นอกจากจะมีผลต่อสุขภาพของร่างกายทั่วไปแล้ว ยังทำให้ใบหน้าแลดูแก่ ก่อนวัยไปนับ 20ปี เพราะนิโคตินทำให้เส้นเลือดหดตัว เซลส์ผิวหนังจึงขาดสารอาหาร เกิดริ้วรอยเหี่ยวแก่ขึ้น นอกจากนั้นการดื่มเบียร์ ดื่มเหล้า ดื่มไวน์ ตลอดจนยาเสพติดใน ทุกรูปแบบต่างก่อปัญหาแก่ผิวทั้งสิ้น จึงควรดูแลสุขภาพด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ คือ นอนหลับวันละไม่ต่ำกว่า 8ชั่วโมง รับประทานอาหารให้ครบหมู่ และดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่มีอาหารเสริมหรือวิตะมินมหัศจรรย์ตัวใดที่จะทำให้ผิวสวยได้ หากไม่ปฏิบัติตามกติกา อนามัยพื้นฐานเหล่านี้

วิธีที่ 8 อยากมีผิวสวยต้องไม่เครียด อารมณ์กับสุขภาพผิวถือเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันแนบแน่น ความเครียดทำให้ผิวหนังอักเสบเป็นลมพิษ ผมร่วง หรือสิวกำเริบขึ้นได้ บางรายเวลา เครียดมากจะแกะสิวเล่นทำให้ใบหน้าเกิดแผลเป็นและยิ่งเครียดเพิ่มขึ้นไปอีก วิธีหลีก เลี่ยงความเครียดมีหลายวิธี เช่น การออกกำลังกาย การปฏิบัติตามคำสอนศาสนา การนั่งวิปัสสนา การเล่นโยคะ การนวด การมีอารมณ์ขันมองโลกในแง่ดีและสดใส เหล่านี้ย่อมทำให้จิตใจเบิกบาน และเมื่อมีสุขภาพจิตดีแล้ว สุขภาพผิวก็จะดีตาม ไปด้วยอย่างแน่นอน

สูตรผิวสวยเหล่านี้ เป็นสูตรที่สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเสียเวลา และ เงินทองไปกับเทคนิคต่างๆที่มีการโฆษณาชวนเชื่อเกินความจริงอยู่ในขณะนี้

(ตัดตอนจากบทสัมภาษณ์ นพ.ประวิตร พิศาลบุตร ในนิตยสารชีวิตต้องสู้ฉบับที่ 301 ประจำวันที่ 29 ส.ค.-4 ก.ย. 2541 สัมภาษณ์โดยอุลิญา ไชยเสน และอารีวรรณ จตุทอง)

 

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

เลือกกินอย่างไรจึงจะดี

โดย นพ.วีระสิงห์ เมืองมั่น

บางครั้งของที่เรากินใช้อยู่ทุกวัน เราไม่รู้สึกมีความสลักสำคัญอะไร จนกว่าจะมีคนตั้ง คำถามขึ้นมาเราจึงได้คิดว่า มันมีความหมายสำหรับเขามาก จึงได้ถามขึ้นมา

ตัวอย่างเช่น เมื่อเร็วๆนี้ มีนักข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาฝรั่งเศษที่ตีพิมพ์ในประเทศไทย เพื่อเผยแพร่ในเบลเยี่ยม ประเทศไทย ลาว และเวียตนาม หรือในแถบที่พูดภาษาฝรั่งเศสกัน เขาโทรศัพท์มาถามว่าจะขอสัมภาษณ์เราเกี่ยวกับเรื่องผัก ผลไม้ อาหารไทยๆ อะไรที่กินดี กินแล้วแข็งแรง สวยและไม่มีโรคภัย หมายถึงคนต่างประเทศที่ไม่ได้กินอยู่แบบไทย ต้องการจะกินอย่างเราๆแล้ว จะเลือกกินอย่างไรจึงจะให้ชื่อว่ากินดี

เรื่องอย่างนี้ ทำให้ฉุกคิดว่าโลกเราเดี๋ยวนี้จะหมุนกลับแล้วหรืออย่างไ แต่เดิมคนไทยเราคิดว่า กินอยู่แบบฝรั่งเป็นของดีจึงเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ กินอาหารฝรั่งกัน จนกระทั่งยากจน ไปตามๆกัน สิ่งแวดล้มถูกทำลายไป เพราะเอามากินมาใช้กันจนกระทั่งฝรั่งเอง เขาวิจัย แล้วบอกว่า กินอยู่แบบฝรั่งที่กินโปรตีนมาก ไขมันมาก แคลลอรีมาก ไม่ดีเสียแล้ว ทำให้เกิดโรคตามมามากมาย เช่น ไขมันเลือดสูง ความดันเลือดสูง หัวใจ เบาหวาน และเส้นเลือดในสมองตีบ เมื่อถึงเวลานั้นเราจึงถึงบางอ้อ พอเขาบอกว่า กินอยู่แบบเราคือ กินข้าวกล้อง กินผักผลไม้มากๆ กินมันน้อยๆ กินอาหารแคลลอรีน้อย แล้วอายุยืน มีคุณภาพ การเกิดโรคต่างๆที่เป็นผลพวงจากการกินเกินก็น้อยลงไป เพราะเหตุว่าไม่มีอาหารพิษ คอยแหย่ให้เกิดโรค และเมื่อนั้นเราจึงเริ่มมาเห็นของดีในบ้านเรา คืออาหารไทย ฝรั่งเริ่มรู้จัก กินอาหารไทยกันมากขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นอาหารสุขภาพ

พืชผักที่เรานำมาปรุงอาหารเป็นสมุนไพรแทบทั้งนั้น ในอาหารไทยเด็ดๆ เช่น แกงเขียวหวาน แกงกะหรี่ ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ ล้วนแล้วแต่มีเครื่องยาสมุนไพรทั้งนั้น ของ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด มีสารหอมระเหยขับลม คลายการบีบตัวของลำไส้ ทำให้กินแกงแล้วไม่ปวดท้อง ท้องไม่เฟ้อ ขิงยังแก้ปวดข้อได้อีก ตะไคร้เป็นยาขับปัสสาวะ ขมิ้น ที่ใส่ในแกงกะหรี่แก้ปวดท้อง แก้ลงท้อง เพราะมีทั้งยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และยาสมานแผล แก้โรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ เขานำมาทำเป็นยารักษาโรคทางกระเพาะลำไส้มานานแล้ว

ใบกระเพราที่ใส่ในแกงเผ็ด ก็เป็นเครื่องเทศที่ใช้แต่งรส แต่งกลิ่น แล้วยังช่วยย่อยอาหาร ขับลม ขับพยาธิ์ลำไส้ เป็นใยอาหาร ซึ่งใยอาหารจากพืชผักเป็นสิ่งจำเป็นในด้านโภชนาการ เพราะลำไส้ตรงต้องการกากอาหาร เพื่อดูดซับของเสียของหมักหมมของพิษตกค้างจาก การย่อยสลายโปรตีย สารพิษจากอาหารที่ปนเปื้อนมาเช่น ยาฆ่าแมลง สารกันบูด ที่ผสมมาในอาหาร บรรดาใยพืชที่เป็นกากอาหารเหล่านี้จะถูกย่อยโดยแบคทีเรียชนิดดีคือ แล๊กโตบาซิลลัส ทำให้เพิ่มปริมาณกากอุจจาระฟูไม่เหลวและขับถ่ายออกตามปกติทุก 18-24 ชั่วโมง คนมีสุขภาพดีต้องมีแบคทีเรียที่ดีเพียงพอในลำไส้ ช่วยในการย่อย และ กำจัดของเสียออกจากร่างกาย

แกงไทยยังชอบใส่ผักต่างๆ เช่น มะเขือ หน่อไม้ ผักบุ้ง ผักกะเชด ฯลฯ ล้วนมีคุณค่าด้าน ให้วิตามิน เกลือแร่ และส่วนเป็นกาก เพื่อนผู้เขียนท่านหนึ่งชอบกินแกงมาก กินหมดทั้งขิงข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และผักที่ใส่ในแกง เรียกว่าซื้อแกงกินถ้วยเดียวกินเสียคุ้มค่าจริงๆ ได้ส่วนดีๆจากสมุนไพรที่ใส่ในแกงจนครบถ้วน

ขิงที่เราใช้ประกอบอาหาร ประเภทเนื้อ เช่น ไก่ ผัดขิงใส่เครื่องในมากๆ หมูผัดขิง ปลานึ่งใส่ขิง กินแล้วอิ่มสบายไม่ปวดข้อปวดหลังปวดกล้ามเนื้อ เพราะขิงเป็นยา แก้ปวดท้อง และแก้ปวดข้อได้ด้วย ใครกินอาหารฝรั่งพวกเนื้อมากๆจะรู้ว่า วันรุ่งขึ้นอาจ ปวดข้อ ทั้งนี้เพราะ ร่างกายมีการสะสมกรดยูริค ซึ่งมีอยู่ในโปรตีนของอาหารประเภทเนื้อ และเครื่องในมาก ในยีสต์และยอกผักก็มีกรเยูริคค่อนข้างมาก เช่น เพราะเป็นส่วนที่ แฝงตัวเร็วจึงเกิดกรดยูริคมาก กรดนี้มันละลายในน้ำยาก มีในร่างกายมากๆเข้าไป สะสมอยู่ตามข้อ กล้ามเนื้อ ไต ทำให้ปวด ที่เรียกว่า โรคเก๊าท์ บางคนอักเสบบ่อยๆ ข้อบวม แดงร้อน ปูดบวมตามข้อต่างๆมากมาย ปวดแต่ละครั้งทรมาน ต้องกินยาขับกรด ขับปัสสาวะจึงจะหาย แต่ถ้ากินไก่ผัดขิง และกินขิงมากๆอาหารทั้งหลายจะไม่ค่อยมี

เดี๋ยวนี้ฝรั่งจากสวีเดนนำเอาขิงไปทำเป็นยาแก้ปวดข้อมาใช้กันแล้ว คนไทยเราควร ตื่นตัวหันมากินขิงกันแก้ปวดข้อ แทนที่จะซื้อยาจากฝรั่ง เม็ดละ 5 บาท 10 บาท ทำให้เสียดุลการค้าโดยไม่จำเป็น การกิน ขิงข่า ตะไคร้ ยังถูกต้องตามนโยบายไทยช่วยไทย ร่วมใจกันพัฒนาเพื่อชาติไทย

กินอย่างไรถึงจะสวย เป็นคำถามที่นักข่าวถามมาก กินอย่าไรจึงจะไม่อ้วน เขามาอยู่ เมืองไทยไม่ได้ทำกับข้าวกินเอง ไปซื้อกินตามร้านอาหารฝรั่ง อ้วนเร็ว ท้องผูก นอนไม่หลับ อาการต่างๆเหล่านี้ผู้เขียนอธิบายว่า แก้ได้หมดด้วยการกินอาหารไทยอย่างถูกวิธี ควบคุมแคลลอรีให้น้อย กินข้าว ผักผลไม้ เป็นหลัก กินเนื้อแและมันรวมทั้งนมเนยแต่น้อย ข้าวกล้องเป็นอาหารที่ดีควรกิน เพราะให้ทั้งแป้งและกากอาหารเป็นส่วนมาก มีโปรตีน 7-8% ซึ่งก็เพียงพอ หากกินข้าว ผัก ปลา ผลไม้ อย่างที่คนไทยในชนบทภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสานกินแล้วจะมีสุขภาพดี ไม่อ้วนและแข็งแรง ข้อสำคัญต้องงดน้ำตาลให้หมด ถ้าจะต้องการหวานให้กินผลไม้แทน

ผลไมเช่น มะละกอ สัปปะรด กล้วย เป็นของดีมากๆ ได้แป้ง ใยพืช วิตามิน เกลือแร่ ครบถ้วน หากินให้พอไม่ต้องกลัวท้องผูก และโรคกระดูกพรุน กล้วยไทยมี 40 กว่าชนิด ฝรั่งรู้เพียง ชนิดเดียว คือ BANANA ต้องแนะนำว่ากล้วยน้ำว้าน่าจะดีสุด กินตอนห่ามๆ ดีกว่ากล้วยไข่ กล้วยหอม เพราะมีสาร ซีโรโทฟิน ที่ทำให้แน่นอึดอัดน้อยกว่า เวลากินกล้วยน้ำว้า จึงไม่ค่อยมีท้องขึ้น กินกล้วยก็ไม่อ้วนถ้าไม่กินหวาน กินมันร่วมด้วย กล้วยจึงเป็นอาหาร ที่เหมาะสม ในทุกช่วงเวลาของชีวิต กินได้ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆจนถึงคนแก่

ผลไม้ไทยดีๆ เช่น มะขามป้อม มีรสดี เปรี้ยวฝาด กินแก้กระหายน้ำ คอแห้งดีนัก แถมยัง ขับเสมหะและให้วิตามินซีอย่างมากเพิ่มภูมิต้านทานโรค ควรที่จะกินวิตามินซีจากธรรมชาติ มากกว่าไปซื้อวิตามินซีเม็ดกิน มะขามป้อม และลูกสมอเป็นลูกไม้ที่พระฉันได้หลังยามวิกาล ท่านบัญญัติไว้เช่นนั้นเพราะเห็นคุณค่าในทางยา ลูกสมอขนานแท้ต้องดองด้วยน้ำปัสสาวะ ของพระอาจารย์ สิ่งเหล่านี้ใช้กันมาแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว

ส้มโอ ดีทั้งเนื้อ ทั้งเปลือก ส่วนเปลือกสีขาวเป็นสารต้านการเกิดมะเร็ง เวลากินส้มโอ อย่าทิ้งเปลือกนะครับ ของดีอยู่ที่เปลือก คนไทยเราฉลาดมานานแล้วเอาเปลือกส้มโอ มาทำยาอมบ้าง เอามาทำขนมเชื่อมบ้าง

กินอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่ากินอย่างฉลาด มีคำตอบอยู่ในบทความนี้แล้ว ส่วนสำคัญคือ ต้องปฏิบัติให้ได้ทุกมื้อทุกวัน และต้องคอยหลีกเลี่ยงอาหารเป็นพิษ หรือสารพิษ ที่เกิดในอาหารหรือปนเปื้อนมาในอาหาร ที่จะบั่นทอนให้อายุเราสั้นลง

โอกาสหน้าคงได้คุยกันเรื่อง จะหลีกเลี่ยงสารพิษในอาหารได้อย่างไร สำหรับวันนี้ลอง ทำการบ้านง่ายๆ โดยการเลือกอาหารไทยดีๆกินกันก่อนครับ อย่าลืมว่าอาหารดี ไม่จำเป็นต้องแพง

กินพืช ผัก ผลไม้ทุกวัน แล้วชีวิตท่านจะยืนยาว

Wds03mrg.gif (2126 bytes)